ขุดคลองไทยกันเถอะ ?

ในอาคตประเทศต่างๆในสังคมโลกจำเป็นที่จะต้องเปิดตลาดการค้าของตนเองให้เสรีมากขึ้นตามข้อตกลง WTO การใช้มาตรการทางด้านภาษีและไม่ใช่ภาษีเป็นเครื่องมือในการกีดกันทางการค้าจะหมดไป ราคาสินค้าจะขึ้นอยู่กับต้นทุนการคมนาคมขนสงสินค้าเป็นหลัก ภูมิยุทธศาสตร์ของไทยมีความเหมาะสมในการเป็นศูนย์กลางของตลาดสินค้าระดับกลางและรับสินค้าระดับล่างจากจีนมากระจายไปยังตลาดในภูมิภาคต่างๆของโลก จึงสมควรที่จะขุดคลองไทย สร้างรถไฟรางคู่ และสร้างถนนเชื่อมต่อให้ทั่วทั้งภูมิภาค พร้อมทั้งขยายฐานการผลิตพลังงานในทุกด้ารโดยเฉพาะพลังงานฟรีที่ได้จากธรรมชาติเช่นแสงอาทิตย์ แรงลมการผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังน้ำ โดยสร้างเขื่อนในลาวเขมร พม่และจีนตอนใต้แล้วมีการแชร์การใช้พลังงานดังกล่าวร่วมกันทั้งภูมิภาค ก็จะช่วยลดต้นทุนการผลิต ประกอบกับสามารถลดต้นทุนการขนส่ง ในส่วนของเงินทุนหลักการบริหารก็เปิดโอกาสให้ทั้งประชาชนในชาติและต่างชาตินำศักยภาพของตนมาลงทุนในฐานการผลิตสินค้าระดับกลางและแหล่งกระจายสินค้าระดับล่างจากจีนในที่ตั้งของประเทศไทยให้มากขึ้น การมีตลาดสินค้าทั้งระดับล่างและระดับกลางในที่เดียวกันแล้วกระจายสินค้าดังกล่าวไปยังภูมิภาคต่างๆของโลก จะช่วยลดต้นทุนในการผลิตสินค้าและส่งเสริมไม่ให้มีการผลิตสินค้าที่เกินกว่าความต้องการของตลาด ช่วยลดความสิ้นเปลืองการใช้ทรัพยากรของโลกในภาพรวม ทั้งยังเปิดโอกาสให้ประเทศต่างๆ นำศักยภาพในการผลิตสินค้าตามความไดเปรียบเชิงเปรียบเทียบของตนเองมาใช้ในการผลิตสินค้า มากกว่าใช้การแทรกแซงของรัฐบาลประเทศต่างๆ ดังเช่นในสถานการณ์ของโลกในปัจจุบันได้มากขึ้น

สิงค์โปร์ภูมิรัฐศาสตร์ของประเทศเสียเปรียบไทย มีพื้นที่น้อย ประชากรน้อย ศักยภาพในการแข่งขันในระยะยาวแล้วไทยได้เปรียบเกือบทุกกรณี ยกเว้นคุณภาพของประชากร แต่บุคลากรดังกล่าวสามารถนำเข้าได้เหมือนสมัยก่อนยุโรปใช้ยิวสร้างเศรษฐกิจให้ตนอง เพราะศาสนาคริสต์มีสามวรรณะ ขาดวรรณะพ่อค้าที่เก่งอย่างยิว พอคนไทยเรียนรู้เรียบร้อยแล้วเราก็ทำเอง

จากคุณ ARNO เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2546 เวลา 14:19  

ข้อคิดเห็นที่ 1

คนสิงคโปร์ กินน้อย ใช้น้อย ทำงานหนัก ขยันขันแข็ง จึงร่ำรวย
คนไทย ทำงานหนัก รายได้น้อย มีเท่าไรใช้อย่าให้เหลือ ทำกี่ปีก็ไม่รวย

ถ้าประเทศไทยขุดคลองกระ อาจมีรายได้เพิ่มปีละ สองแสนล้านบาท ซึ่งเป็นเงินที่ไม่ได้ตกถึงมือคนไทยส่วนใหญ่
แต่ถ้าขายผลไม้ได้ ขายข้าวได้ เงินรายได้อาจน้อยกว่า แต่ถึงมือคนไทยทั่วประเทศ

เราต้องสนับสนุนกินข้าว ผัก ผลไม้ของไทย งดกินปิ๊ซซ่า มะกะโรนี ไก่ทอด น้ำดำ เหล้านอก แค่นี้ไทยก็รอดแล้ว

เสริมด้วยระบบขนส่งมวลชน ลดการใช้รถยนต์ลงให้มากที่สุด กรุงเทพและเมืองใหญ่ ๆ ต้องมีระบบรถไฟใต้ดิน ซึ่งจะลดการใช้สินค้าและพลังงานไปมากดังนี้
รถยนต์เพิ่มจำนวน ปีละกว่า ๑ แสนคัน คันละห้าแสนเป็นอย่างต่ำ รวมแล้วก็ไม่ต่ำกว่าห้าหมื่นล้านบาท
รถแต่ละคันใช้น้ำมันเดือนละ ๑ พันบาท ปีละ หมื่นสอง แสนคันเป็นเงินปีละ พันสองร้อยล้านบาท

ไม่ซื้อรถ ๑ ประหยัดเงิน ห้าหมื่นหนึ่งพันสองร้อยล้านบาท นำเงินจำนวนนี้ไปซื้พืชผลไทย กินบ้างทิ้งบ้างให้คนไทยมีรายได้

สักสามปีเท่านั้น ไทยไปโลด

จากคุณ BacFact เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2546 เวลา 08:44  

ข้อคิดเห็นที่ 2

เห็นด้วยกับคุณ BacFact อย่างยิ่งครับ

ถ้าไม่ซื้อรถ นอกจากประหยัดเงินในการซื้อรถแล้ว ประเทศชาติยังประหยัดงบประมาณในการสร้างถนน หนทางด้วยครับ
ประเทศเราควรทุ่มงบประมาณในด้านการคมนาคมไปในเรื่องของการขนส่งมวลชนจะดีกว่า มาพัฒนาถนนหนทาง เพราะถนนยิ่งดี อัตราการซื้อรถยิ่งเพิ่มขึ้น ชนชั้นนายทุนก็รวยเอา ๆ โครงการโทร์วเวย์สร้างไม่เสร็จ รัฐสูญเงินไปนับหมื่นล้าน ไม่เห็นมีใครออกมาต่อว่า ทั้งที่โครงการดังกล่าว คนรวยได้ทั้งขึ้นทั้งล่อง คนรวยล้มรัฐยังอุ้ม พอคนจนล้ม กลับโทษว่าใช้เงินฟุ่มเฟือย จริง ๆ แล้วมันก็ฟุ่มเฟือยทั้งนั้น ถ้ารัฐกล้าอุ้มคนรวย...ก็ควรจะกล้าอุ้มคนจนด้วย กล้ายกเลิกหนี้สินของคนจนมั้ยล่ะ ปรส.เข้าไปจัดการหนี้สินของไฟแนนท์ กลับไปให้บริษัทต่างชาติมาจัดการ สุดท้ายก็ไปตามเก็บเงินกับคนจนทุกบาททุกสตางค์ ทั้งที่ซื้อมาจาก ปรส.เพียงไม่กี่เปอร์เซนต์ของราคาหนี้สิน

การขุดคลองกระ ก็ต้องพิจารณาให้เหมาะสม ผลประโยชน์อาจไม่ได้ตกแก่ประเทศไทยก็เป็นได้ ตาอยู่ซึ่งไม่ต้องลงทุนขุดคลอง กลับได้รับทำเลในการค้าที่ดีกว่า และเป็นหน้าด่านแรก ก่อนถึงไทย เราอาจเป็นได้แค่ทางผ่าน และเก็บค่าภาษีผ่านทางอะไรทำนองนั้นก็เป็นได้

แต่ถึงอย่างไร ผมก็ขอสนับสนุนให้ขุดคลองคนหนึ่งล่ะ

จากคุณ Mos-Q เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2546 เวลา 11:16  

ข้อคิดเห็นที่ 3

ศึกษาวิเคราะห์ผลได้/ ผลเสีย อีกสัก 100-200 ปีนะครับ กว่าจะได้ขุด
โดยส่วนตัวผมสนับสนุนให้ขุด แต่ผลประโยชน์ที่ได้รับหลังมีคลองกระแล้ว คนไทยจะต้องได้รับมากกว่าต่างชาติ ไม่งั้นอย่าขุดครับ

จากคุณ Rina เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2546 เวลา 12:29  

ข้อคิดเห็นที่ 4

นี่คือประเทศไทย....ท่านโปรดมองภาพรวมของประเทศไทยในแบบของคนธรรมดาที่ไม่ใช่ทหาร คนไทยโดยส่วนใหญ่ อนุรักษ์นิยม กลัวการเปลี่ยนแปลง และ ไม่ยอมรับความเปลี่ยนแปลงในบางเรื่อง
"จะรู้ได้ยังไงว่ามันดีไปถึงร้อยปี ถ้าไม่มีโอกาสมีชีวิตอยู่ถึงวันนั้น เพราะฉะนั้นอย่ามีเลยดีกว่า" บางคนคิดเห็นอย่างนี้ และยิ่งเมื่อมองในมุมที่ไม่ใช่เศรษฐกิจ... ใครกล้าคิดตัดด้ามขวาน ???? ไหนจะเรื่องการปกครองอีกล่ะ? ขนาดเป็นขวานด้ามทอง (แท้) ยังฆ่ากันตายโครมๆๆ

ถ้ามองในมุมเหยียดหยาม ก็จะบอกว่า "แค่นี้ก็ปกครองกันให้ได้ก่อนเถอะ แล้วค่อยคิดจะขุดคลอง" เพราะการ "ตัด" บางครั้งมันอาจจะ "ขาด" เลยก็ได้... รอบๆ ข้างบ้านเรา เมื่อก่อนนี้ก็เป็นดินแดนของประเทศสยามมิใช่หรือ? มันยังกลายเป็นของประเทศอื่นไปได้ เมื่อเวลามันเปลี่ยนไป......

การขุดคอคอดกระ อาจจะเป็นผลดีทางด้านเศรษฐกิจร้อยเปอร์เซ็น แต่ไม่เป็นผลดีต่อการปกครองแน่ๆ ......

ไทยกับสิงคโปร์.......... ต่างกันอย่างสิ้นเชิงตั้งแต่ การศึกษาไล่ไปจนถึงเศรษฐกิจ การปกครอง เขาดูแลกันได้และดูแลกันง่ายเพราะคนเขาน้อย และมีมาตรการจัดการที่เด็ดขาด แต่บ้านเรา ทำอย่างเขาได้หรือ? ถ้าตราบใดประเทศนี้ยังมียาเสพติดและคอรัปชั่น ต่อให้มีคนทั้งประเทศแค่สองล้านก็ทำให้ประเทศเจริญขึ้นไม่ได้หรอก......

มองในมุมเศรษฐกิจ....แล้วลืมมองในมุมของ "วัฒนธรรมไทย" ไปหรือเปล่าท่าน?

ขอโทษค่ะ...ถ้ามันแรงไป บังเอิญดิฉันเป็นคนในจำพวก "อนุรักษ์นิยม" น่ะค่ะ

จากคุณ ดาริกามณี เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2546 เวลา 18:19  

ข้อคิดเห็นที่ 5

หายหน้าไปเสียนานนะครับ คุณดาริกามณี

เรื่องการขุดคลองกระนั้นมีการศึกษากันมานานมาก และเมื่อ 2 ปีที่แล้วรัฐบาลก็ได้ดำเนินการให้ทำการศึกษาความเป็นไปได้อีกครั้ง ผลการศึกษาเป็นอย่างไรไม่ทราบ...ถ้าใครพอมีข้อมูลช่วยบอกที

จากการที่ได้เป็นดูงานที่คอคอดกระ ...การขุดคลองเพื่อเชื่อมทะเลอันดามันกับอ่าวไทยนั้น น่าจะมี 3 จุดที่น่าสนใจ คือ

1. บริเวณ จ.ประจวบคีรีขันธ์ตอนล่าง จะเป็นช่วงที่แหลมทองแคบที่สุด โดยจะตัดผ่าน 2 ประเทศ ซึ่งต้องได้รับความเห็นชอบจากทั้ง 2 ประเทศเสียก่อน ผลประโยชน์ตกอยู่กับ 2 ประเทศเท่า ๆ กัน อาจแตกต่างกันบ้างขึ้นกับความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ผลดีจะตกกับประเทศไทยมาก เรือที่ผ่านคลองแล้วอาจจะแวะประเทศไทย แถวอู่ตะเภาหรือมาดตระพุดด้วย

2. บริเวณคลองกระ จ.ระนอง จุดนี้เป็นคลองอยู่แล้วขุดต่อไม่ยาก และไม่ต้องขอความเห็นชอบจากประเทศเพื่อนบ้าน แต่เรือที่ผ่านคลองนี้ จะผ่าน 2 ประเทศ พอ ๆ กัน นั่นก็คือตาอยู่ที่ไม่ต้องทำอะไรเลย รอรับผลประโยชน์อย่างเดียว แถมวันดีคืนดีเพื่อนผู้แสนดีก็อาจจะปิดคลองก็ได้ เหมือนกับด่านท่าขี้เหล็กที่เป็นโรคลักปิดลักเปิดทุกวันนี้ไง ถึงแม้จะอ้างนานาประเทศ เขาจะเข้าใจรึเปล่าก็ไม่รู้

3. ถัดจากคลองกระลงไปอีก ประมาณ จ.สุราษฎร์ธานี จุดนี้จะเป็นการตัดผ่านประเทศไทยล้วน ตัดสินใจได้ง่าย ประเทศไทยจะเป็นเจ้าของคลองแต่เพียงผู้เดียว มีอิสระในการดำเนินการ แต่มีข้อเสียมาก เช่น 1) ลงทุนสูงเพราะระยะยาวกว่า 2) เป็นการตัดจังหวัดภาคใต้ตอนล่างชัดเจนขึ้นอาจมีการขอเป็นรัฐอิสระได้ในอนาคต 3) การขุดไปทางตอนใต้มากจะทำให้เรือประหยัดเวลาจากเดิมได้ไม่มากจึงอาจกลับไปใช้ทางเดิมที่คุ้นเคยกว่าและมีการจัดการอย่างมีอาชีพอยู่แล้ว มีความพร้อมกว่า 4) เรือที่ผ่านทะเลอินเดียมาอาจแวะพักที่พม่าก่อนผ่านคลอง ทำให้เราสูญเสียโอกาสในการขายบริการ

การขุดคลองเพื่อเชื่อม 2 มหาสมุทรเข้าด้วย ทั้ง ๆ ที่มีระดับน้ำทะเลต่างกันนั้น จำเป็นจะต้องเขื่อนขนาดใหญ่ เพื่อกั้นกระแสน้ำที่ต่างกันด้วย

และที่สำคัญที่สุด ก็คือ คลองที่ขุดนั้นจะกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญของโลก เป็นจุดที่อ่อนไหว อาจถูกยึดครองได้ง่ายเมื่อเกิดวิกฤต หรือสงคราม ดูตัวอย่างจากคลองสุเอชก็ได้ แทนที่จะได้ใช้ประโยชน์จากคลองอย่างเต็มที่ อาจจะต้องมาทำสงครามเพื่อรักษาคลองก็ได้

จากคุณ Mos-Q เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2546 เวลา 04:46  

ข้อคิดเห็นที่ 6

ทางรัฐบาลท่านไม่เคยขัดขวางคนที่มีความคิดก้าวหน้าครับ ใครคิดอะไรก็ส่งเสริมเสมอ เพียงแต่ต้องชั่งน้ำหนักระหว่างการตำน้ำพริกดี หรือโครงการที่มีผลต่อประชาชนโดยตรงดี เช่นโครงการสุขภาพดีถ้วนหน้า โครงการกองทุนหมู่บ้าน โครงการสามสิบบาทรักษาทุกโรค

โดยมีการตั้งคณะกรรมการชุดหนึ่ง ให้ศึกษาโครงการขุดคลองกระ คณะกรรมการนี้ทำงานกันอยู่ที่อาคารจัสมิน ถนนแจ้งวัฒนะ มีข้าราชการทหารอากาศได้รับเชิญไปเป็นเจ้าหน้าที่ทำงานด้วย

ถ้าท่านเห็นว่าโครงการนี้ดี ลองเปรียบเทียบกันกับอภิหมาโปรเจ็คอีกสามโครงการดังนี้

๑ โครงการสนามบินกรุงเทพแห่งที่สอง เพราะสนามบินดอนเมืองคับคั่ง เครื่องบินที่จะลงสนามต้องเข้าคิวยาว ท้ายแถว(เหมือนสำนวนการจราจร) ยาวไปถึงวังน้อย ใครขับรถผ่านลองสังเกตดู
โครงการนี้ศึกษากันนาน ไล่ที่เวรคืนมีปัญหาคาราคาซังกว่าจะสร้างได้ จากโครงการหมื่นล้านบาท ขยายบานปลายไปเรื่อย ๆ ถ้าสร้างเสร็จสรุปยอดคงเฉียดแสนล้านบาท
โครงการนี้ประชาชนได้รับผลกระทบโดยตรง มีส่วนได้เสีย มีความจำเป็นต้องอย่างยิ่งต้องผลักดันโครงการ

๒ โครงการความหวังดี (Hope Well) เป็นโครงการสร้างรางรถไฟลอยฟ้าและระบบทางด่วนร่วมกัน โดยนายการ์ดอน วูชาวฮ่องกง ขณะนี้เหลือเพียงอนุสาวรีย์แห่งความล้มเหลว

๓ โครงการสร้างระบบขนส่งมวลชน(รถไฟใต้ดิน+รถไฟลอยฟ้า) บ้านเราถกเถียงกันนาน อ้างเหตุผลเข้าสู้กันเกือบสามสิบปีกระมัง รถไฟลอยฟ้าสายแรกจึงเกิดขึ้น ตามด้วยรถไฟใต้ดินอีกสายใกล้จะแล้วเสร็จ
แต่เป็นการวางแผนที่ไม่สมกับเป็นมืออาชีพเลย เพราะระบบทั้งสอง ควรเป็นเส้นตรง ลากจากเขตรอบนอกของเมืองผ่านใจกลางเมืองไปอีกฝั่งหนึ่ง
สำหรับ กทม.แล้ว ผมเห็นว่าควรมีไม่ต่ำกว่า ๑๐ สายจึงจะพอใช้งาน สายแรกเป็นเส้นตรงจากเหนือสู่ใต้ตามถนนพลโยธิน - วิภาวดีรังสิต เส้นที่สองตะวันออก-ตก จากมีนบุรีตามถนนรามอินทรา - แจ้งวัฒนะ ไปบางบัวทอง เส้นที่สาม ถนนเพชรเกษม - สุขุมวิท เส้นอื่น ๆ ตามแนวเหนือ - ใต้ด้านตะวันตก และ ตะวันออกของเส้นแรก สร้างให้เป็นตารางหมากรุก

โครงการที่สามนี้ ประชาชนได้ใช้ประโยชน์ แต่ขัดผลประโยชน์อย่างแรงกับบริษัทผู้ผลิตจำหน่ายรถยนต์ ซึ่งเขาใช้ยุทธวิธีที่ฉลาดด้วยการครอบงำผู้มีอำนาจด้วยการแบ่งหุ้นลมบ้าง อื่น ๆ บ้าง ให้เป็นกรรมการของบริษัท คอยกำจัดผู้ที่มีแนวคิดแตกต่างออกไป

เป็นการพิจารณาด้วยดุลยพินิจของผมเอง อาจไม่ถูกต้องเพราะผมไม่ใช่นักวิชาการครับ

จากคุณ BacFact เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2546 เวลา 13:59  

ข้อคิดเห็นที่ 7

เป็นอีก "บาง" ความคิดเห็นสำหรับเรื่องนี้ที่ดิฉันไปพบมา จึงเอามาฝาก เผื่อว่าจะได้"ความคิดเห็นที่แตกต่าง" บ้างน่ะค่ะ

http://www.winnerluckybaby.com/51.html

ผมได้อ่านหนังสือพิมพ์เดลินิวส์วันที่ 7 มิถุนายน2544 หน้า 5 เรื่อง "คอคอดกระ ขุดดี - ไม่ขุดดี" สรุปได้ว่า "การขุดคอคอดกระนี้มีมานานกว่า 321 ปีมาแล้ว ตั้งแต่ครั้งมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช มีการเปิดประเทศติดต่อกับยุโรป "พระเจ้าอยู่หลุยส์ที่ 14 กษัตริย์ฝรั่งเศสส่งทูตมาถวายพระราชสานส์ล้ำช่วงเส้นทางคมนาคมทางเรือ พบว่าถ้าขุดคลองเชื่อมทะเลตรงคอคอดกระจะทำให้การเดินเรือไปยังพม่าและอินเดียทุ่นเวลาไปมาก เพราะไม่ต้องอ้อมผ่านช่องแคบมะละกา"
กระทั่งสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นกรมพระราชวังบวรมหาสุรสีหนาททรงเป็นคนไทยคนแรกที่ดำริ การขุดคลองเชื่อมอ่าวไทยและทะเลอันดามันเพื่อให้เป็นเส้นทางยุทธศาสตร์รบกับพม่าและเป็นเส้นทางเดินเรือค้าขายกับอินเดียซึ่งพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชรัชกาลที่ 1 ทรงเห็นด้วยกับแนวคิดนี้และต่อมาความพยายามที่จะขุดคอคอดกระก็เกิดขึ้นหลายครั้ง ไม่ว่าจะในสมัยรัชกาลที่ 4 ที่5 และที่6 พระองค์ต่างก็รู้ถึงผลดีผ่านมาในปี พ.ศ.2478 ดร.ปรีดี พนมยงค์ รัฐบุรุษอาวุโส ขณะนั้นดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยยังรื้อฟื้นเรื่องการขุดคอคอดกระขึ้นมาพิจารณา

"ต่อมาปี 2542 นพ.กุณฑล สุนทรเวช ประธานมูลนิธิ คอคอดไทย ผุ้ศึกษาเส้นทางการขุดคอคอดกระและกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาความเป็นไปได้ในการขุดคลองกระชุดล่าสุด กล่าวว่าควรขุดที่อำเภอย่านตาขาว จ.ตรัง ซึ่งบริเวณนี้มีช่องน้ำลึกถึง 30 กม. จากทะเลอันดามันไปถึงท่าเรือที่แม่น้ำปะเหลียน ใน อ.ย่านตาขาว จึงขุดเพียงแค่จากย่านตาขาวผ่านท้องนาวนอุทยานเขาช่องผ่านไปถึงริมทะเลสาบสงขลา รวมระยะขุดผ่านแผ่นดินเพียง 69 กม.

"ถ้าขุดสำเร็จก็จะทุ่นเวลาการเดินเรือได้ 2-3 วัน ประหยัดค่าใช้จ่ายมาก ประโยชน์ที่จะได้เข้าไทยเต็มที่ คือรายได้จากค่าผ่านเรือนอกจากนี้จะมีรายได้จากการขายน้ำ,อาคาร และน้ำมันให้เรือที่ผ่านมา ถ้าไทยเข้ามาทำตรงนี้ก็จะเป็นพ่อค้าน้ำมันได้ ที่สำคัญคือรายได้จากการผ่านเรือ ยังเพิ่มขึ้น 10% ทุกปี จะเป็นรายได้ที่มากมายมหาศาลเข้าประเทศ ทุ่นระยะทางได้กว่า 1,000 กม.

"จากการทำประชาพิจารณ์ ขณะนี้พบว่ากว่า 80 % เห็นด้วยกับการขุด www.winnerluckybaby.com ก็เห็นด้วยกับการขุดคอคอดกระนี้เพราะว่ารายได้จะเข้าประเทศไทยอย่างมากมาย ประเทศไทยของเราก็จะมีความเจริญทางด้านอุตสาหกรรม เทคโนโลยีสมัยใหม่เศรษฐกิจภาคใต้ก็จะรุ่งโรจน์รุ่งเรือง เป็นคนมีเกียรติภูมิ คนภาคใต้จะได้มีแต่ความเจริญความร่ำรวยกันถ้วนหน้าปัญหาต่างๆ ที่ร้อนแรงก็จะสงบลงเพราะบ้านเมืองทางภาคใต้เจริญรุ่งเรือง ทำให้คนภาคใต้มีความรักถิ่นฐานบ้านเมืองและภาคภูมิใจได้เกิดเป็นคนไทย เรื่องปัญหาการแบ่งแยกประเทศก็ไม่มีเพราะความเจริญรุ่งเรืองเข้าครอบงำทำให้ประชาชนภาคใต้มีความสุขความสดวกสบาย มีเกียรติยศชื่อเสียงซึ่งใครๆ ก็อยากเป็นคนมีเกียรติเป็นคนมีชื่อเสียง เป็นเจ้าของบ้าน เจ้าของประเทศที่มีเกียรติที่มีชื่อเสียง ต่างประเทศเช่น มาเลเซีย จะต้องมาพึ่งไทย ทำให้ต่างประเทศรู้จักประเทศไทยมากขึ้น (ภาคใต้เป็นเศรษฐีใครๆ ก็อยากคบหาสมาคมและอยากเป็นเศรษฐีปัญหาภาคใต้จะต้องสงบลงแน่นอน)

ส่วนเรื่องปัญหาการแบ่งแยกประเทศนั้นไม่มีแน่นอนเพราะว่า ต่อไปภาคใต้เจริญรุ่งเรือง ใครๆ ก็อยากอยู่ประเทศเจริญรุ่งเรือง เช่น ทางภาคใต้คนนับถืออิสลามก็อยากอยู่ประเทศไทย และภูมิใจประเทศไทยของตัวเองและประเทศไทยควรสร้างความเจริญให้ภาคใต้บริเวณจังหวัดปัตตานี ยะลา สตูล นราธิวาส พังงา กระบี่ ให้เจริญรุ่งเรืองให้จงได้ เช่นให้มีมหาวิทยาลัย ให้มากๆ ให้มีฐานทัพบก เรือ อากาศ ทั้งฝั่งตะวันออก,ตก ให้คึกคักเข้มแข็ง น่าท่องเที่ยว ให้มีโรงงานมากๆ กระจายคนภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคอิสานลงไปมากๆ สร้างภาคใต้ให้เจริญโดยเร็ว เพราะเป็นภาคที่จะดึงเงินจากต่างประเทศเข้าประเทศไทยของเราอย่างมากมายมหาศาล ผลได้คือทำให้คนไม่ว่างงาน คนไทยจะเป็นคนเก่ง มีประสบการณ์หลายๆ ด้านจะทำให้ภาคใต้เจริญรุ่งเรือง และประเทศไทยก็เจริญรุ่งเรือง และเป็นประเทศที่น่าอยู่ และร่ำรวยและมีความสุขต่อไป

http://www.thaiengineering.com/hot_news/korka2.html

(ข้อมูลจาก หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน)

ยุทธศาสตร์"คอคอดกระ"ยุคทักษิณ หวังดึงเงินนอก9.4แสนล้านฟื้นศก. เมื่อเอ่ยถึง"โครงการขุดคอคอด กระ" คงไม่มีใครที่ไม่รู้จักเพราะโครง การ นี้ได้มีการริเริ่มมานานแล้วด้วยมุ่งหมายว่าจะส่งผลต่อการกระตุ้น เศรษฐกิจ ของไทย แต่ยังไม่มีรัฐบาลใดที่สามารถดำเนินการ ให้สำเร็จเป็นรูปธรรมได้ เพราะติดขัดอุปสรรคนานาประการ ทั้งจากปัญหาเงินทุนที่ต้องใช้กว่า 9.4 แสนล้านบาท ซึ่งใกล้เคียงกับงบประมาณ รายจ่ายของรัฐในแ ต่ละปีและข้อคัด ค้านในเรื่องความมั่นคง

แต่รัฐบาลภายใต้การนำของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้ จุดประกายโครงการนี้ขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ด้วยหวังจะให้โครงการนี้เป็น ช่อง ทางในการดึงเงินตรา เข้าประเทศในยุคที่ไทยกำลังประสบปัญหาภาวะ เศรษฐกิจตกต่ำและต้องการเม็ดเงินที่จะเป็นแรงขับเคลื่อน ให้เกิดการฟื้นตัว

ซึ่งหากรัฐบาลทักษิณ อยู่ยาวถึง 8 ปี ตามที่มีการคาดการณ์กันไว้ โครง การนี้ย่อมมี สิทธิ์เกิดขึ้นได้โดยรัฐบาลไม่ใช่ผู้ลงทุน แต่ใช้"ทักษิณ-บิ๊กจิ่ว" คอนเน็กชั่นชักชวนให้ต่างชาติมาลงทุน ซึ่งจะเป็นการสร้างประวัติศาสตร์หน้า ใหม่ เนื่องจากโครงการนี้มีการริเริ่มกว่า 324 ปี ยังไม่เกิดเป ็นรูปธรรม นอก จากเป็นเพียง การศึกษาในแผ่นกระดาษเท่านั้น

โดยกระทรวงคมนาคมได้เสนอ ขอความเห็นชอบจากรัฐบาลเพื่อให้มี การพิจารณาศึกษาโครงการขุดคอ คอดกระ เพื่อใช้เป็นเส้นทางเดิน เรือสาย ใหม่ เลขาธิก ารคณะรัฐมนตรีจึงได้ส่งเรื่องนี้ไปยังกระทรวงต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อขอความคิดเห็นว่าสมควรจะหยิบยก โครงการดังกล่าวมาพิจารณาหรือไม่ เมื่อทุกหน่วยงานตอบรับมาในแนวทางเดียวกันว่า สมควรที่จะพิจารณาศึกษา เพราะเป็นโครงการที่จะ นำรายได้เข้าประเทศ จากนั้นเลขาธิการคณะรัฐมนตรี จึงได้เสนอ เรื่องเข้าสู่คณะกรรมการกลั่นกรองคณะที่ 5 ซึ่งมี นายพิทักษ์ อินทรวิริย-นันท์ รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อนำเสนอต่อที่ ประชุม คณะรัฐมน- ตรีต่อไป

นอกจากนั้น รัฐบาลยังได้มอบหมายให้ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ รอง นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นกำลังหลักในการ ดำเนินการศึกษาโครงการนี้ เนื่อง จากเป็นผู้ที่ม ีข้อมูลในเชิงลึกเกี่ยวกับ โครงการขุดคอคอดกระ และเป็นผู้หนึ่งที่เคยผลักดันโครงการ นี้มาก่อน ซึ่ง พล.อ. ชวลิต ได้แต่งตั้งให้ พล.อ.อ. จรูญ วุฒิกาญจน์ อดีตประธานคณะ อนุกรร มาธิการพิจารณาการขุดคลองคอดกระ คณะในกรรมาธิการทหาร สภาผู้ แทนราษฎรในรัฐบาลสมัยที่แล้ว เป็นผู้ประสานงานระหว่างกระทรวงกลาโหม และกระทรวงคมนาคมในการ ศึกษาความเหมาะสมในการดำเนินโครงการนี้ ทั้งในด้านของความมั่น คงและเรื่องผลประโยชน ์ทางเศรษฐกิจ สำหรับงบประมาณที่จะใช้ในการศึกษาโครงการขุดคอคอดกระจะตก ประมาณ 100 ล้านบาท ซึ่งมีผู้ที่พร้อมจะให้และสนับสนุนอยู่แล้ว โดยการ ศึกษาความเป็นไปได้ของโครง การทางเอดีบี หรือธนาคารเพื่ อการพัฒนาเอ เชีย และจีไอเอฟ (Global Infrastructure Funds) จากญี่ปุ่น

นอกจากนั้น ก็จะมีความร่วมมือจากประเทศ จีน ญี่ปุ่น สิงคโปร์ มาเลเซีย ซึ่งเมื่อปี พ.ศ. 2539-2540 ช่วงที่ พล.อ.ชวลิต เป็นนายก รัฐมนตรี เขา ได้นำเรื่องนี้ไปหารือกับ ดร.มหาเธร์ โมฮัมหมัด นายกรัฐมนตรีของมาเลเซีย นายโก๊ะ จ๊ก ตง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ในขณะนั้น และนายจู หรงจี นายก รัฐมนตรีสาธารณรัฐประชา- ธิปไตยประชาชนจีน ถึงความ ร่วมมือในการ ดำเนินโครงการดังกล่าวมาแล้ว

พล.อ.อ.จรูญ วุฒิกาญจน์ ชี้แจงว่า โครงการขุดคอคอดกระจะเป็นการ ขุดคลองเชื่อมระหว่างทะเลอันดามันและอ่าวไทย ซึ่งมีระยะทางประมาณ 102 กิโลเมตร ใช้งบประมาณ ในการดำเนินการประมาณ 20,000 ล้าน เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 9.4 แสนล้านบาท ใช้เวลาศึกษาความเป็นไปได้ 2-3 ปี และใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 7 ปี จากการคำนวณความคับคั่งของจำ นวนเรือที่ใช้เส้นทางช่องแคบมะละกา พบว่า หากดำเนินการแล้วเสร็จจะมีเรือ สินค้าเข้ามาใช้เส้นทางนี้ไม่ต่ำกว่าปีะละ 1 แสนเที่ยว ซึ่งประเทศไทยจะ สามารถ ทำรายได้จากการเก็บค่าผ่านทางถึงปีละ 8 หมื่นล้านบาท นอกจากนั้น ยังมีรายได้จากการท่องเ ที่ยว ธุรกิจอู่ต่อเรือ และการจ้างงานอีกจำนวน มหาศาล

ขณะเดียวกันเมื่อสถานการณ์ด้านการเงินของประเทศไม่เอื้ออำนวย ต่อ การลงทุนพล.อ.ชวลิต จึงได้มีการเจรจากับนานาประเทศเพื่อชักชวน ให้เข้ามาร่วมลงทุน โดยส่วนใหญ่จะเป็น ประเทศใกล้เคียงที่มีสามารถใช้คอ คอด กระเป็นเส้นทางเดินเรือ อาทิ มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น และจีน

"จากการเจรจาที่ผ่านมาประ- เทศจีนยืนยันว่าต้องการจะเข้ามาลงทุนท ั้ง หมด โดยรัฐบาลไทยไม่ต้อง จัดสรรงบประมาณมาใช้ในโครงการนี้แต่อย่าง ใด ซึ่งแนวทางนี้จึงเป็นแนวทางที่เป็นไปได้มากที่สุด เพราะจีนเองก็มีความ พร้อมในด้านเทคโน-โลยีและมีประสบการณ์ในการก่อ สร้างโครงการใ หญ่ หลายโครงการ"

ขณะนี้มิใช่เฉพาะฝ่ายรัฐบาลเท่านั้นที่เห็นว่าโครงการนี้น่าจะถูกหยิบ ยก ขึ้นมาปัดฝุนใหม่ ในส่วนของวุฒิสภาก็เห็นว่าเป็น โครงการที่มีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจและจะนำรายได้จำนวนมหาศ าลเข้าประเทศจึงได้ศึกษา เรื่องนี้ อย่างจริงจัง โดยเมื่อ วันที่ 17 พ.ค.2544 ที่ประชุมวุฒิสภาได้มีมติแต่งตั้ง "คณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อ ศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการขุดคอคอด กระ" ซึ่งมีนายคำนวณ ชโลป -ถัมภ์ ส.ว.สิงห์บุรี เป็นประธาน คณะกรรมาธิ การฯ ชุดนี้มีจำนวน 47 คน ประกอบด้วย ส.ว. 35 คน (ตัวแทนกรรมาธิ การสามัญ 16 คณะ คณะละ 2 คน) ตัวแทนรัฐบาล 5 คน และนักวิชา การ ที่มีความรู้เกี่ยวกับโครงการคอ คอดกระ 7 คน

คณะกรรมาธิการวิสามัญดังกล่าว ได้ตั้งคณะอนุกรรมาธิการวิสามัญขึ้น มาศึกษา 7 คณะ ประกอบด้วย
1. อนุกมธ.ด้านวิศวกรรมและธรณีวิทยา มี นายระวี กิ่งคำวงศ์ ส.ว. มุกดาหาร เป็นประธาน มีห น้าที่ศึกษา เกี่ยวกับสภาพดินและชั้นหินใน บริเวณ ที่จะทำการขุด รวมถึงเทคนิคในการขุด คลองคอดกระ
2. อนุกมธ.ด้านพื้นที่และสิ่งแวด ล้อม มี นายผ่อง เล่งอี้ ส.ว.กทม.เป็น ประธาน มีหน้าที่ศึกษาเส้นทางที ่จะขุดคลองและผลกระทบด้านสิ่งแวด ล้อม
3. อนุกมธ.ด้านความมั่นคงแห่ง ชาติ มี พล.อ.อ.กานต์ สุระกุล ส.ว.ตรัง เป็นประธาน มีหน้าที่ศึกษาความมั่น คงทั้งในด้านเศรษฐกิจ การเมือง และ การทหาร
4. อนุ กมธ.ด้านกฎหมาย มี นาย สราวุธ นิยมทรัพย์ ส.ว.นครปฐม เป็นประธาน มีหน้าที่ศึกษาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับร่างสัญญาต่างๆ ในการ ดำเนิน โครงการ
5.อนุกมธ.ศึกษาด้านการประ สานความร่วมมือระหว่างประเทศและเงิน ทุน มี นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ ส.ว.พะเยา เป็นประธาน มีหน้าที่ประ สานและ เจรจากับต่างประเทศอย่างไม่เป็นทางการ ในเรื่องการร่วมทุนในการดำเนิน โครงการ
6. อนุกมธ.ด้านเศรษฐกิจ มี นายวิโรจน์ อมตกุลชัย ส .ว.ชลบุรี เป็น ประธาน มีหน้าที่ศึกษาความคุ้มค่าทาง เศรษฐกิจของโครงการ
7. อนุกมธ.ด้านการประชา-พิจารณ์ มีน.พ.กุณฑล สุนทรเวช ตัวแทน ฝ่ายรัฐบาล เป็นประธาน มีหน้าที่จัดทำประชาพิจารณ์เพื่อรับฟังความ คิด เห็นของประชาชนในพื้นที่

นายคำนวณ ชโลปถัมภ์ ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษา ความเป็นไปได้ของโครงการขุดคอ คอดกระ วุฒิสภา กล่าวว่า ตอนนี้คณะ อนุกรรมาธิการวิสามัญคณะต่างๆ ที่ตั้งขึ้นมาเ พื่อศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับ โครงการคอคอดกระก็ได้เร่งศึกษาข้อ มูลในแต่ละด้านอย่างเต็มที่ คณะ อนุ กรรมาธิการวิสามัญศึกษาด้านการประสานความร่วมมือระหว่างประเทศและ เงินทุนก็จะเดินทางไป เจรจากับนักธุร กิจในประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่บริเวณ ภาคใต้ของไทย ไม่ว่าจะเป็น สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย รวมถึงประเทศ ที่มีความสนใจจะเข้าร่วมลงทุน อาทิ จีน และญี่ปุ่น และอนุกรรมาธิการฯแต่ ละคณะจะนำข้อมูลที่ได้มา เสนอต่อคณะกรรมาธิ- การฯในการประชุมของ คณะกรรมาธิการในวันที่ 13 ก.ค.นี้

"ประเทศจีนนั้นเขาเคยมีประสบ การณ์ในด้านการขุดเจาะเพราะเคยสร้าง เขื่อนขนาดใหญ่มาแล้ว จึงมั่นใจว่าถ้าเราทำโครงการนี้จีนจะม ีความพร้อมที่ จะร่วมมือกับไทยมากที่สุด และอยู่ในวิสัยที่จะได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลไทย"

นายวิทยา มะเสนา กรรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา กล่าวว่า การ ขุดคอคอดกระเป็นการเปิดเส้นทางการเดินเรือสายใหม่ซี่งจะ เป็นประโยชน์ ทางเศรษฐกิจอย่างมาก เพราะบริษัทเดินเรือที่เคยใช้เส้นทางเดินเรือผ่านช่อง แคบมะละกาซึ่งปัจจุบันมีความแออัดคับคั่ง ก็จะหันมาใช้เส้นทางนี้ อันจะส่ง ผลให้ไทยกลายเป็นศูนย์กลางยุทธ ศาสตร์ทางเศรษฐ-กิจ สามารถนำรายได้ เข้าประเทศจำนวนมหาศาล ซึ่งในช่วงภาวะเศรฐกิจตกต่ำเช่นนี้ โครงการขุด คอ คอดกระยังจะช่วยฟื้นเศรษฐกิจในระยะสั้นจากการจ้างงานในการ ดำเนินการขุดคลองกระ

ปรัชญ าของรัฐบาลชุดนี้นั้นคือการเร่งรัดการสร้างงานให้เกิดการบริโภค อันจะเป็นกลไกหลักในการผลักดันให้เศรษฐกิจของบ้านเมือง ฟื้นตัวขึ้นมาได้ เพราะหากเกิดการบริโภคมากขึ้นก็จะเกิดความมั่นใจ เกิดการลงทุน เกิดกา ร ผลิต ทำให้วงจรทางเศรษฐกิจ กลับคืนมาใหม่ แต่การผลักดัน "โครงการคอ คอดกระ" จะสามารถสำเร็จเป็นรูปธรรมได้หรือไม่ หรือจะเป็นเพียงโครงการ ในฝันดังเช่นที่ผ่านมา ประชาชนคงต้องจับตาดูต่อไป

ข้อมูลจาก หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน


จากคุณ ดาริกามณี เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2546 เวลา 22:22  

ข้อคิดเห็นที่ 8

ตามความเห็นของผมอีกไม่เกินห้าปีคงได้เห็นโครงการคลองไทยที่เป็นรูปธรรม เพราะโครงการดังกล่าวน่าจะเป็นทางออกในการแก้ไขปัญหาข้อขัดแย้งในเรื่องเศรษฐกิจระหว่างกันของภูมิภาคต่างๆของโลกในเรื่องเศรษฐกิจการค้าการลงทุน โดยเลือกใช้ไทยและภูมิภาคอาเซียนเป็นฐานการผลิตสินค้าระดับกลางและรับสินค้าระดับล่างจากจีน กระจายไปยังภูมิภาคต่างๆของโลก เพื่อลด ต้นทุนการผลิต และไม่เกิดการผลิตสินค้าล้นเกินความต้องการของตลาด มีการแบ่งหน้าที่กันอย่างลงตัวในการผลิตสินค้าตามความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบมากขึ้น

จากคุณ ARNO เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2546 เวลา 09:43  

ข้อคิดเห็นที่ 9

ขอชมเชยว่าคุณดาริกามณีคือสุดยอดนักอ่านคนหนึ่ง และขอขอบคุณที่นำสิ่งดีๆมาให้ได้อ่านกัน

อีก ๕ ปี ๑๐ ข้างหน้าโครงการขุดคลองกระอาจเกิดขึ้น แต่ภายใน ๓๐ ปีนี้ผมยังไม่เชื่อว่าจะสร้างได้เสร็จ โครงการระดับเฉียดล้านล้านบาท เป็นโครงการมหึมาจริง ๆ เราจะหาแหล่งเงินทุนที่ไหนมารองรับ เงินน่ะมีแต่ใครจะกล้าเสี่ยง

ต้องศึกษาว่าค่าโง่ทางด่วนคืออะไร
ต้องสำรวจว่า NGO รู้สึกเช่นไร
จะมีกลุ่มบุคคลเหมือนท่อก๊าซพม่าหรือไม่ ท่อก๊าซจะนะมีไหม โรงไฟฟ้าหินกรูด บ่อนอกเอย เขื่อนน้ำมูลเอย
เราจะเปลี่ยนรัฐบาลบ่อย ๆ อีกไหม
นโยบายระหว่างประเทศเป็นอย่างไร ยกตัวอย่างเช่น อิสราเอลทำอะไรไม่เคยผิด อาหรับและปาเลสไตน์ ทำอะไรก็ผิดหมด
ฯลฯ

หลาย ๆ อย่างต้องพิจารณา เราพิจารณามาตั้งสามร้อยกว่าปีแล้ว คิดต่ออีกเท่าไรก็ไม่ถือว่าช้า




หลายท่านอาจคิดว่าระบบเศรษฐกิจของเราจะก้าวหน้าได้ต้องพึ่งเงินตราต่างประเทศอย่างเดียว แต่ผมคิดว่าไม่จำเป็น
ผมสังเกตสองข้างถนนระหว่างดอนเมืองกับกำแพงแสนมากว่าสิบปี พบว่ามีโรงงานใหม่ ๆ เกิดขึ้นมากมาย หลายโรงงานชื่อไม่คุ้นหู ไม่รู้จริง ๆ ว่าเป็นโรงงานผลิตสินค้าอะไร เชื่อว่าไม่ใช่โรงงานที่ใช้วัตถุดิบในประเทศแน่ สินค้าที่ผลิตอาจส่งตรงไปขายต่างประเทศนำเงินเข้ามาโดยตรง
สิ่งที่ประเทศไทยได้จากโรงงานเหล่านี้คืออะไร ?
ประชาชนคนไทยมีงานทำ? ชาวนาขายข้าวได้? เงินภาษีตกอยู่กับประเทศไทย?
หรือว่าขยะอุตสาหกรรม? น้ำเสีย? ที่ดินรอบข้างเพาะปลูกไม่ได้ผล?

เพื่อยืนยันในความคิดของตนเอง กระผมจึงขับรถไปตลาดสี่มุมเมือง ซื้อลองกองมา ๑ ลังให้ลูกน้องที่ทำงานได้กินกัน ราคาไม่ถึง ๑ พันบาท จะก่อให้เกิดผลดีอย่างไรบ้าง
ประการแรก แม่ค้าขายผลได้ ๑ พันบาท โดยแม่ค้าต้องจ่ายค่าผลไม้ให้ชาวสวน ๙๐๐ บาท ชาวสวนขายผลไม้ได้ ๙๐๐ บาท ต้องนำเงินไปจ่ายค่าปุ๋ยเคมี and so on…..
ประการต่อมา ลูกน้องผมมีผลไม้ ๑ พันบาทกิน ประหยัดเงินของแต่ละคนไปได้ ๑ พันบาท สามารถนำเงินส่วนนี้ไปใช้หนี้ธนาคาร หรือนำไปซื้อข้าวสารกินในครอบครัว and so on…..

เป็นรูปธรรมที่เกิดขึ้นจริง ๆ ครับ

จากคุณ BacFact เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2546 เวลา 13:01  

ข้อคิดเห็นที่ 10

ผมคิดว่าเราได้ประโยชน์ทางทหารด้วยนะครับเราจะได้มีฐานทัพเรือทางฝั่งอันดามันด้วยและเวลาเรานำเรือไปประจำการจะได้ไม่มีใครรู้โดยเฉพาะประเทศ ม.กับ ส.ครับปัจจุบันเรานำเรือไปทีไรเราต้องอ้อมสิ้นเปลืองแถมไม่เป็นความลับอีกตังหาก

จากคุณ 07 เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2546 เวลา 17:54  

ข้อคิดเห็นที่ 11

GDP = C+I+G+(X-M)
เครื่องยนต์ในการขับเคลื่อนสภาวะทางเศรษฐกิจของไทย ซึ่งไม่มีเงินทุนเทคโนโลยีการบริหารจัดการของตนเองอย่างดีเพียงพอนั้น จะอาศัยเพียงศักยภาพภายในของตนเองจากค่า C เพียงอย่างเดียวคงไม่ได้ ผมคิดว่าเรายังต้องพึ่งพาเครื่องยนต์เครื่องอื่นๆ อีกสามเครื่องประกอบกันกำลังกัน บางครั้งต้องยอมให้เขามาสร้างโรงงานขยะก่อน ทั้งที่รู้ว่าโรงงาน ดังกล่าวไม่ดีอย่างเพียงพอ แต่สถานการณ์ของเราน่าจะเป็นผู้ถูกเลือกจากนักลงทุนมากกว่า เพราะผู้ลงทุนส่วนใหญ่ต้องหวังกำไรสูงสุด และตามที่ทราบกันแล้วไม่มีอะไรได้มาฟรีในโลกใบนี้ ถ้าได้มากกว่าเสียถือว่าคุ้มค่า โรงงานขยะก็ใช่จะไร้ค่าอย่างน้อยๆ ก็มีเงินไหลเข้ามาลงทุนคนไทยมีงานทำ แม้จะไม่ได้การเรียนรู้จากกิจกรรมการผลิตมากมายนักก็ตามที เพียงแต่อย่าลืมนำสิ่งที่ได้มาจากขยะมาสร้างความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศในด้านอื่นๆ ให้เข้มแข็งสักระยะหนึ่งก่อน
แล้วจึงค่อยจัดวางยุทธศาสตร์ในการพัฒนาให้ประเทศไทยของเราสมารถยืนได้ด้วยตัวเองในโอกาสต่อไป เพื่อสร้างโอกาสและสถานการณ์ให้เอื้อต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของไทยในอนาคตต่อไป ให้เกิดความสามารถในการแข่งขัน
ในตลาดการค้าเสรีโดยที่เครื่องยนต์ทุกตัวต้องสมบูรณ์แบบหมด หาใช่เพียงอาศัยค่า C ตัวเดียวอย่างที่ คุณ BacFact กล่าวมาไม่

จากคุณ ARNO เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2546 เวลา 09:13  

ข้อคิดเห็นที่ 12

คงเป็นไปไม่ได้ที่จะพึ่งตัว C เพียงอย่างเดียว
เพียงแต่ผมให้ความสำคัญกับตัว C มากที่สุดเท่านั้น

ตัว C ก่อเกิดผลโดยตรงต่อประชาชน มีกระแสนิยมชมชอบรัฐบาลปัจจุบันก็เพราะเก่ง C
คนเก่งทฤษฎี เจ้าหลักการอย่างรัฐบาลก่อน กลายเป็นที่น่าเบื่อหน่ายไปแล้ว
เจ้าหลักการทางเศรษฐกิจอย่างนายทนง ณ ค่าเงินบาท ยังล้มไม่เป็นท่า
ดังแบบเปลืองตัวเจ็บตัวไปตาม ๆ กัน

คนไร้หลักการอย่างนายกมาเลย์ผู้ไม่ยอมตามก้นตะวันตก ทุกวันนี้ยังมั่นคงครับ

จากคุณ BacFact เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2546 เวลา 13:48  

ข้อคิดเห็นที่ 13

จะว่านายกมาเลย์ไร้หลักการตามที่ คุณ BacFact กล่าวนั้นผมขอค้านครับ เพราะว่าวิกฤติเศรษฐกิจในครั้งนั้นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจมาจากปัจจัยภายนอก แต่มีปัจจัยภายในเป็นองค์ประกอบสนับสนุนให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจของภูมิภาค (มีการวางแผนมาอย่างดีตามแผนการขั้นที่หกในแผนการทั้งเจ็ดขั้นในการขึ้นเป็นมหาอำนาจขั้วเยวของโลก ซึ่งกระทำโดยอเมริกา)



แผนการเจ็ดขั้นเพื่อส่งผลให้อเมริกาขึ้นเป็นจ้าวโลก
ผมขอเลือกวิธีอธิบายแบบพิเศษที่นักวิชาการทั่วไปไม่นิยมใช้ที่เรียกว่า Conspiracy Theory ถึงมันจะมีจุดอ่อนบางประการ โดยไม่มีข้อมูลเชิงหลักฐานยืนยันความถูกต้องได้อย่างร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่สิ่งที่ผมคิดก็เกิดจากเหตุการณ์จริงในอดีต และมีเหตุและผลจากเหตุการณ์ว่าใครได้ใครเสียจากเหตุการณ์ดังกล่าว การที่ผมตั้งตุ๊กตาคืออเมริกามีวัตถุประสงค์ในการสร้างให้ตนเองเป็นมหาอำนาจขั้วเดียวของโลก โดยพยายามสร้างระบบโครงสร้างทางอำนาจในการดูดซับทรัพยากรของโลกเข้าสู่ประเทศศูนย์กลางของระบบ และพยายามดำรงรักษาระบบที่เอาเปรียบดังกล่าวให้คงอยู่ตลอดไป เพื่อประโยชน์ต่อกลุ่มของตนเอง การจะทำให้ได้ตามวัตถุประสงค์ดังกล่าวสามารถทำได้ทุกวิถีทางเพื่อให้บรรลุผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ดังกล่าว ข้อมูลต่างๆที่ผมกล่าวมานั้นไม่ได้มาจาก primary source เพราะไม่มีใครมีนอกจากคนวางแผนตัดสินใจในเหตุการณ์นั้นๆแต่เป็น source of information ผมคิดว่าไม่น่ามีใครเคยกล่าวถึงเรื่องนี้มาก่อน แผนการซึ่งแบ่งออกเป็นหลาย Phase เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ทางยุทธศาสตร์ หรือ End State ที่อเมริกาเป็นผู้กำหนดขึ้นมีดังนี้ 1.อาศัยสถานการณ์ของสงครามโลกครั้งที่สองเพื่อเปลี่ยนถ่ายอำนาจจากประเทศมหาอำนาจในยุคล่าอาณานิคม เพื่อวางยุทธศาสตร์ในการจัดสร้างระบบโครงสร้างทางอำนาจในการดูดซับทรัพยากรเข้าสู่ศูนย์กลางระบบ (ระบบพึ่งพา) 2.สถาปนาแนวกันชนเพื่อป้องกันภัยคุกคามจากภายนอกประเทศให้กับ USA ในฝั่งแอตแลนติก(แยกเยอรมันตั้งนาโต้) ฝั่งแปซิฟิก (แบ่งเกาหลี คงกองกำลัง ยุไต้หวันกับจีน) 3.จัดตั้ง UN เพื่อจัดแบ่งขั้วอำนาจในค่ายสังคมนิยมและเสรีนิยม เพื่อให้ประเทศเกิดใหม่ซึ่งหลุดพ้นจากประเทศอาณานิคมมาเกาะระบบพึ่งพาในทั้งสองขั้ว จนกระทั่งก่อให้เกิดสงครามเย็น 4.สร้างฐานที่มั่นเพื่อให้ตนเองสามารถยืนอยู่ได้ด้วยตนเอง โดยสามารถดูดซับเอาทรัพยากรในภูมิภาคละตินอเมริกามาเป็นฐานทางด้านเศรษฐกิจ ก่อให้เกิดความั่นคงทางเศรษฐกิจ 5.แยกสลายความเข้มแข็งของขั้วสังคมนิยมด้วยสงครามเวียดนาม จนรัสเซียแตกสลาย(สิ้นสุดสงครามเย็น) 6.ทำลายโอกาสของคู่แข่งในการขึ้นมาเป็นมหาอำนาจที่มีอำนาจต่อรองทัดเทียมกับอเมริกา โดยดำรงไว้ซึ่งการเป็นมหาอำนาจขั้วเดียวของโลก เพื่อให้สามารถรักษาระบบโครงสร้างทางอำนาจในการดูดซับทรัพยากรเข้าสู่ประเทศศูนย์กลางระบบให้คงอยู่เพื่อเอาเปรียบตลอดไป 7.ดึงอำนาจจากประชาชนอเมริกาเพื่อได้อำนาจในกาเข้าไปใช้ข้ออ้างในการใช้กำลังทำสงครามกับผู้ก่อการ้าย วัตถุประสงค์แฝงเล้นคือความอิสระในการแทรกแซงกิจการภายในประเทศเป้าหมายได้อย่างอิสระเสรีไร้การควบคุม หนังสือบางเล่มที่ผมอยากแนะนำให้อ่าน เช่นหนังสือเรื่อง อเมริกาอเมริกาอเมริกา(วิพากษ์นโยบายต่างประเทศของประเทศสหรัฐอเมริกา What Uncle Sam Really Wants) ของ Noam Chomsky ภควดี วีระภาสพงษ์ แปล สำนักพิมพ์มูลนิธิโกมลคีมทอง หนังสือเรื่อง ยุทธการถล่ม เพิร์ลฮาร์เบอร์ โดย นาวาโท ดร.สว่าง เจริญผล อดีตอธิบดีกรมประมง สำนักพิมพ์น้ำฝน www.numfon.net ISBN 974-688-044-6 หนังสือเรื่อง Day of Deceit เขียนโดย Robert B. Stinnett หนังสือเรื่อง ถล่มศูนย์ทุนนิยมโลก โดย ยุคศรีอาริยะ มูลนิธิวิถีทรรศน์ กองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ISBN 974-7883-24-4 ผมรวบรวมข้อมูลจากหนังสือซึ่งอ่านมาหลายสิบเล่มแล้วนำมาต่อยอดโดยตั้งสมมุติฐานตามที่ได้กล่าวไปแล้ว การเสนอแนวความคิดของผมในครั้งนี้ ผมคิดว่าไม่มีใครผิดและถูกต้องทั้งร้อย แต่ผลของการวิเคราะห์จากเหตุการณ์ในอดีตที่มีเหตุและผลจะชี้ให้เห็นถึงเหตุการณ์ในปัจจุบันและอนาคตได้ใกล้เคียงและแจ่มชัดกว่า การวิเคราะห์แบบอื่นๆ ไม่มีสมมุติฐานที่มีเหตุและผลอย่างเพียงพอ อีกทั้งการบิดเบือนข้อมูลของกลุ่มที่มีอำนาจสามารถกระทำได้ในระดับหนึ่งที่ค่อนข้างมากทีเดียว (CNN) ดังนั้นจึงควรใช้วิจารณ์ญานในการวิเคราะห์ตามและตัดสินใจจะเชื่อตามสมมุติฐานของใครว่ามีความถูกต้องมีเหตุและผลมากกว่ากัน ถ้าวิเคราะห์ตามสมมุติฐานของผม 1.อาศัยสถานการณ์ของสงครามโลกครั้งที่สองเพื่อเปลี่ยนถ่ายอำนาจจากประเทศมหาอำนาจในยุคล่าอาณานิคม เพื่อวางยุทธศาสตร์ในการจัดสร้างระบบโครงสร้างทางอำนาจในการดูดซับทรัพยากรเข้าสู่ศูนย์กลางระบบ(ระบบพึ่งพา) ก่อนที่อเมริกาจะเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่สอง ประชาชนของอเมริกาไม่ต้องการเข้าร่วมสงครามดังกล่าว เพียงต้องการค้าขายสินค้าก็รวยพอแล้ว แต่กลุ่มผู้บริหารระดับสูงที่มีอำนาจในการบริหารที่เรียกตัวเองว่า CFR ได้ทำเอกสารวิจัยเรื่อง Peace and War มีข้อสรุปว่าถ้าอเมริกาเข้าร่วมสงครามจะสามารถเปลี่ยนถ่ายอำนาจจากประเทศในยุคล่าอาณานิคมในยุโรปมาเป็นอเมริกา ซึ่งจะส่งผลให้อเมริกาสามมารถที่จะว่างยุทธศาสตร์ชาติตนเองในการพลักดันตนเองให้กลายเป็นมหาอำนาจขั้วเดียวของโลก ที่มีอำนาจบริหารทรัพยากรของโลกโดยที่ตนเองพยายามที่จะสร้างระบบโครงสร้างทางอำนาจในการดูดซับทรัพยากรเข้าสู่ประเทศศูนย์กลางของระบบดังกล่าว โดยมีวัตถุประสงค์ทางยุทธศาสตร์คือมหาอำนาจขั้วเดียวของโลก แม้จะเปลี่ยนรัฐบาลซึ่งมีแนวทางและวิธีการที่แตกต่างกันในการบริหารเพื่อไปถึง End State ดังกล่าว โดยในขั้นแรกต้องดึงอำนาจจากประชาชนเพื่อผลักดันให้อเมริกาเข้าสู่สงครามด้วยการที่รัฐบาลอเมริกาได้รับสิทธิในการประกาศสงครามจากประชาชนอเมริกัน ผู้นำการบริหารกลุ่ม CFR เลือกใช้ตัวเร่งของเหตุการณ์ดึงอำนาจจากประชาชนในที่นี้ก็คือญี่ปุ่น เนื่องจากญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ไม่มีทรัพยากรของตนเองอย่างเพียงพอเพื่อผลักดันให้ตนเองยังคงรักษาสถานะของประเทศมหาอำนาจขั้วหนึ่งเอาไว้ จึงมีความจำเป็นต้องเข้ายึดครองแหล่งทรัพยากรในประเทศอื่นเพื่อสนองตอบต่อวัตถุประสงค์ของชาติตนเอง โดยเลือกยึดครองจีน และกลุ่มประเทศในเอเชีย อเมริกาได้ยืนเงื่อนไขให้ญี่ปุ่นถอนทัพที่ยึดครองจีนซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยที่ญี่ปุ่นจะตอบสนองต่อเงื่อนไขดังกล่าว เมื่อญี่ปุ่นไม่สนองตอบอเมริกาก็ไม่ส่งยุทธปัจจัยที่สำคัญในที่นี้คือน้ำมันให้กับญี่ปุ่น ยิ่งส่งผลใหญี่ปุ่นยอมไม่ได้ เนื่องจากเงื่อนไขของเวลาที่ญี่ปุ่นมีพลังานน้ำมันสำรองในประเทศที่ใช้ได้เพียงช่วงเวลาอันจำกัด ซึ่งเหตุการณืต่างๆอเมริกาได้ประเมินแล้วว่าญี่ปุ่นต้องไม่ยอมรับ ญี่ปุ่นจึงเหมือนถูกบังคับให้ต้องทำสงครามกับอเมริกา โดยมองว่าพลังอำนาจทางอากาศนาวีของอเมริกาเป็นภัยคุกคามต่อผลประโยชน์ของชาติตน ในที่นี้ก็คือเครื่องบินและเรือบรรทุกเครื่องบินที่สามารถเพิ่มระยะทำการบินนั้น ญี่ปุ่นจึงวางแผนเข้าโจมตีเรือบรรทุกเครื่องบินที่อ่าวเพริลฮาเอร์ แต่อเมริกาสามารถล่วงรู้ถึงแผนการดังกล่าวจากเครื่องมือถอดรหัสที่มีชื่อว่าเมจิก แต่ไม่นึกว่าญี่ปุ่นจะโจมตีโดยตอปิโดดัดแปลงโดยนักบินญี่ปุ่นโดยใช้ไม้มาทำให้ไม่จมในปักโคลนในบริเวณอ่าวเพิลร์ฮาร์เบอร์ซึ่งเป็นน้ำตื่นจึงสูญเสียกำลังมากกว่าที่ประเมินความสามารถของกองทัพญี่ปุ่นต่ำเกินไป ทำให้อัตรากำลังทางเรื่ของอเมริกาจาก 10 ต่อ 6 กลายเป็นเท่ากันในช่วงแรกของสงคราม แต่อเมริกาได้ถอนเรือบรรทุกเครื่องบินออกไปก่อนถูกโจมตี การโจมตีดังกล่าวของญี่ปุ่นจึงถือว่าไม่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ของภาระกิจ แต่แตกต่างจากอเมริกาสามารถใช้เหตุการณ์ดังกล่าวดึงอำนาจจากประชาชนของตนเองเพื่อสนับสนุนให้อเมริกาเข้าร่วมสงครามเพื่อตอบสนองวัตถุประสงค์ตามแผนการที่กลุ่ม CFR ได้วางเอาไว้ จนกระทั่งในที่สุด ประเทศที่รบกับเพื่อหวังเป็นใหญ่ต่างบอบช้ำจากผลของสงคราม ตาอยู่อย่างอเมริกาจึงสามารถอาศัยสถาการณ์ดังกล่าวผลักดันให้ตนเองมีอำนาจแทนมหาอำนาจกลุ่มเก่า อเมริกาส่งข่าวซึ่งสามารถรู้ได้จากเครื่องมือถอดรหัสที่เรียกว่าเมจิกให้รัสเซียทราบว่า ญี่ปุ่นไม่มีแผนโจมตีรัสเซีย ส่งผลทำให้รัสเซียสามารถทำสงครามกับเยอรมันเพียงด้านเดียวไม่ต้องทำการรบพร้อมกันสองด้าน เยอรมันบุกรัสเซียด้วยความไม่พร้อม เนื่องจากไม่มีเครื่องบินทิ้งระเบิดระยะไกลเพื่อทำลายแหล่งผลิตและส่งกำลังบำรุงที่สำคัญของรัสเซีย รัสเซียใช้หลักยุทธศาสตร์เก่าของตนคือใช้ภูมิประเทศที่ลึกและกว้างใหญ่เป็นการรบหน่วงเวลา เพื่อรอธรรมชาติอันโหดร้ายจากอากาศที่หนาวเย็น เยอรมันแทนที่จะทำสงครามเพียงด้านยุโรปก็น่าสจะส่งผลดีแก่ตนเองมากกว่าการ บุกรัสเซียจนต้องพ่ายแพ้ในที่สุด อเมริกาชนะสงครามปริมาณทองคำทรัพย์สินหลังไหลมาสู่ประเทศเกือบ 70%ของทั้งโลก เป็นการยากที่จะรักษาความมั่งคั่งนี้ไว้ อเมริกาจึงได้จัดวางยุทธศาสตร์ชาติในการสร้างระบบโครงสร้างในการดูดซับทรัพยากรจากประเทศต่างๆทั่วโลกเข้าสู่ประเทศศูนย์กลางระบบ เพื่อส่งผลให้อเมริกาเป็นมหาอำนาจขั้วเดียวของโลกที่มีอำนาจในการต่อรองสูงสุด โดยกลุ่ม CFR แยกเป็นสองกลุ่มคือ กลุ่มทุนที่ยิวคุม พวกอิเล็กทรอนิกส์ กลุ่มทุนบันเทิง ตลาดเงินตลาดทุน ซึ่งสนับสนุนพรรคของคลินตั้น ส่วนกลุ่ม Military Complect เป็นพวกค้าอาวุธ น้ำมัน ซึ่งสนับสนุนบุช ต่างเปลี่ยนกันขึ้นมาเป็นรัฐบาลบริหารประเทศตามแนวนโยบายของพรรคตนบางช่วงทำสงครามเศรษฐกิจ บางช่วงทำสงครามด้วยอาวุธ แต่สามารถ Robbyist ทาง NSC อย่างยืดหยุ่นตามแนวทางนโยบายของพรรคตนเอง NSC มีหน้าที่เป็นผู้ควบคุมให้การดำเนินนโยบายนั้นสนับสนุนวัตถุประสงค์ของชาติ(ยุทธศาสตร์ชาติ) คือรักษาระบบโครงสร้างทางอำนาจในการดูดซับทรัพยากรเข้าสู่ศูนย์กลางของระบบอย่างเอาเปรียบ และส่งเสริมให้อเมริกาเป็นมหาอำนาจขั้วเดียวของโลกมีอำนาจในการต่อรองสูงสุดจนประเทศอื่นไม่สามารถมาเจรจาต่อรองได้ 2.สถาปนาแนวกันชนเพื่อป้องกันภัยคุกคามจากภายนอกประเทศให้กับ USA ในฝั่งแอตแลนติก(แยกเยอรมันตั้งนาโต้) ฝั่งแปซิฟิก (แบ่งเกาหลี คงกองกำลัง ยุไต้หวันกับจีน) สร้างแนวป้องกันภัยคุกคามต่อความมั่นคงของตน โดยอเมริกามองว่าตนเองต้องสามารถทำสงครามในสองยุทธบริเวณพร้อมกันและต้องได้รับชัยชนะ อเมริกาเป็นทวีปที่ใหญ่มีลักษณะคล้ายเกาะ ภัยคุกคามจึงน่าจะมาจากฝั่งมหาสมุทธแอตแลนติกกับแปซิฟิก จึงต้องทำให้ยุโรปต้องแตกแยกก่อนโดยใช้การแบ่งประเทศเยอรมันเป็นเครื่องมือพร้อมกับจัดตั้งกองกำลังนาโต้ เพื่อคานอำนาจกับประเทศรัสเซียซึ่งถูกจัดให้เป็นผู้นำของค่ายสังคมนิยม ในด้านแปซิฟิกแนวป้องกันเดิมของอเมริกาบริเวณหมู่เกาะมาริเชียนก็ถูกย้ายมาอยู่ที่เกาหลีโดยการทำสงครามเกาหลีเพื่อมีวัตถุประสงค์เพื่อแบ่งแยกเกาหลีเป็นสองแล้วคงกำลังไว้ในเกาหลี วัตถุประสงค์ทางทหารต้องสนับสนุนวัตถุประสงค์ทางการเมือง ฝ่ายทหาร นายพล แมคอาเธอร์ต้องการชนะสงคราม แต่การเมืองก็แทรกแซงการทำสงครามทางยุทธศาสตร์โดยไม่ยอมสนับสนุนทรัพยากรให้กับฝ่ายทหารจนการเมืองสามารถบรรลุวัตถุประสงค์คือสถาปณาความมั่นคงให้อเมริกาโดยเลื่อนแนวป้องกันทางด้านแปซิฟิกจากบริเวณหมู่เกาะมาริเชียน มาเป็นบริเวณเอเชียตะวันออก จากนั้นก็พยายาม สร้างความแตกแยกในเอเชียตะวันออก สร้างความแตกแยกระหว่างจีนกับไต้หวัน 3.จัดตั้ง UN เพื่อจัดแบ่งขั้วอำนาจในค่ายสังคมนิยมและเสรีนิยม เพื่อให้ประเทศเกิดใหม่ซึ่งหลุดพ้นจากประเทศอาณานิคมมาเกาะระบบพึ่งพาในทั้งสองขั้ว จนกระทั่งก่อให้เกิดสงครามเย็นขึ้น อเมริกาเมื่อเป็นผู้ชนะสงครามก็ร่วมมือกับอังกฤษในทางลับร่วนมือกันจัดตั้ง UN โดยดึงเอาชาติพันธมิตรห้าชาติคือ อเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส (ขั้วเสรีประชาธิปไตย) จีน รัสเซีย (ขั้วสังคมนิยม) โดยอเมริกาได้วางแผนที่จะปลดปล่อยชาติในยุคล่าอาณานิคมให้เป็นอิสระ เพื่อให้ชาติเกิดใหม่เข้ามาจับขั้วอำนาจที่ได้เตรียมจัดแบ่งไว้สองขั้ว ที่ต่างก็พยายามสร้างระบบพึ่งพาในขั้วของตน จนกระทั่งส่งผลให้เกิดความขัดแย้งระหว่างขั้วอำนาจทั้งสองในรูปแบบของสงครามเย็น 4.สร้างฐานที่มั่นเพื่อให้ตนเองสามารถยืนอยู่ได้ด้วยตนเอง โดยสามารถดูดซับเอาทรัพยากรในภูมิภาคละตินอเมริกามาเป็นฐานทางด้านเศรษฐกิจ ก่อให้เกิดความั่นคงทางเศรษฐกิจ แผนต่อไปอเมริกาต้องพยายามสร้างฐานในการดูดซับทรัพยากรเพื่อส่งผลให้ประเทศตนเองสามารถอยู่ได้อย่างสุขสบาย โดยตนเองจ่ายทรัพยากรแต่น้อยเพื่อแลกกับทรัพยาของกลุ่มประเทศในละตินอเมริกา ที่ต้องใช้จ่ายแลกเปลี่ยนกับอเมริกาอย่างถูกเอาเปรียบ จากระบบพึ่งพาที่อเมริกาสร้างขึ้น โดยทำการเปลี่ยนตัวผู้นำประเทศในละตินอเมรอิกาที่มีแนวความคิดพึ่งพาตนเอง แล้วเปลี่ยนตัวผู้นำที่อยู่ในอาณัติของตนขึ้นปกครองแทน 5.แยกสลายความเข้มแข็งของขั้วสังคมนิยมด้วยสงครามเวียดนาม จนรัสเซียแตกสลาย(สิ้นสุดสงครามเย็น) แผนขั้นต่อไปต้องทำให้ขั้วอำนาจสังคมนิยมต้องเกิดความขัดแย้งระหว่างกันเพื่อให้เกิดความอ่อนแอและล้มลง โดยวางแผนใช้สงครามเวียดนามเป็นชนวนของความแตกแยกในครั้งนี้ แม้ว่าจีนกับรัสเซียจะมีความแตกแยกทางความคิดและอุดมการณ์ก็ตามแต่ก็ยังพูดจาในเรื่องผลประโยชน์กันรู้เรื่อง โดยต่างฝ่ายก็แบ่งเขตอิทธิพลระหว่างกัน รัสเซียขยายอิทธิพลเข้าไปในอาฟริกา ตะวันออกกลาง ยุโรป จีนขยายอิทธิพลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การใช้สงครามเวียดนามส่งผลทำให้จีนรัสเซียในช่วงแรกร่วมมือกันทำสงครามกับอเมริกาเพื่อขับไล่ออกไปจากเวียดนาม แต่หลังจากการเมืองอเมริกาแทรกแซงทางด้านการทหารโดยดึงอำนาจในการกำหนดแฟ้มเป้าหมายในการโจมตีต่อเส้นทางลำเลียงที่สำคัญ การใช้ทหารไม่ชำนาญการรบ การตั้งฐานทัพในลักษณะเดียวกันกับค่ายเดียนเบียนฟูของฝรั่งเศสซึ่งเวียดนามสามารถเอาชนะได้ในที่สุด อเมริกาต้องการแพ้ในครั้งนี้ส่งผลทำให้รัสเซียซึ่งส่งผ่านอำนาจมาทางเวียดนามไม่ยอมถอยออกไปจากพื้นที่อิทธิพลที่ได้แบ่งเขตกับจีน หลังเวียดนามแตก เขมรแตก จีนกับรัสเซียขัแย้งกันอย่างรุนแรงในเรื่องของผลประโยชน์จนเกิดสงครามที่จีนสั่งสอนเวียดนามเพื่อเป็นการกำจัดอิทธิพลของรัสเซียที่ส่งผ่านมาทางเวียดนาม เพื่อเข้ามาแย่งในเขตอิทธิพลของจีน รัสเซียหลังมีชัยชนะเหนืออเมริกาในสงครามเวียดนาม เกิดขัดแย้งกับจีน และมุ่งขยายอำนาจไปในเขตอิทธิพลของตนในอาฟกานิสถานจนต้องพ่ายแพ้ ขยายอิทธิพลในยุโรปก็ติดนาโต้ เกิดการรวมประเทศเยอรมัน ส่งผลให้สุดท้าย รัสเซียถูกปิดล้อม แล้วเจอพิษสงค์ของสงครามเศรษฐกิจจนกระทั่งล้มลง สงครามเย็นสิ้นสุด 6.ทำลายโอกาสของคู่แข่งในการขึ้นมาเป็นมหาอำนาจที่มีอำนาจต่อรองทัดเทียมกับอเมริกา โดยดำรงไว้ซึ่งการเป็นมหาอำนาจขั้วเดียวของโลก เพื่อให้สามารถรักษาระบบโครงสร้างทางอำนาจในการดูดซับทรัพยากรเข้าสู่ประเทศศูนย์กลางระบบให้คงอยู่เพื่อเอาเปรียบตลอดไป แผนขั้นต่อไปคือทำลายล้างคู่แข่ง ในที่นี้คือยุโรปพยามยามสร้างการรวมตัวของประเทศต่างๆเรียนแบบอเมริกา มีการแชร์ทรัพยากร ไม่ว่าจะเป็นคน สิ่งของ ความรู้ ฯลฯ คล้ายๆแต่ละรัฐของอเมริกา เพื่อสร้างระบบโครงสร้างทางอำนาจของตนขึ้นคานอำนาจโดยจุดสำคัญคือค่าเงินยูโร อเมริกาก็โจมตีค่าเงิน อิตาลี อังกฤษ แพ้ โจมตีค่าเงินฝรั่งเศสเกือบแพ้แต่ธนาคารกลางเยอรมันช่วยไว้ ยุโรป 15 ชาติ ตกลงร่วมมือกันอย่างแนบแน่นลดลงเหลือเพียง 11 ชาติ ค่าเงินยูโรไม่สามารถเทียบค่าเงินดอลลาร์ได้ เป้าหมายต่อไปการโจมตีทางด้านเศรษฐกิจที่เกิดกับประเทศไทยน่าจะเริ่มต้นอย่างเป็นรูปธรรมในสมัย ป๋าเปรม(สงครามเศรษฐกิจครั้งใหญ่ครั้งแรกในประเทศไทย) เศรษฐกิจไทยแย่มากในช่วงนั้นต้องลดค่าเงินบาท มีการงัดเอามาตรการประหยัดชาตินิยมมาใช้ แต่ผลพวงจากการที่กลุ่ม G-7 ขายสินค้าสู้ญี่ปุ่นไม่ได้ กลุ่ม G-7 จึงร่วมตัวกันบีบบังคับให้ญี่ปุ่นขึ้นค่าเงินจาก 260 เยนแลกได้ 1 U$ เป็น 120 เยนแลกได้ 1 U$ ค่าเงิน ในสนธิสัญญา Accord Plaza จนกระทั่งส่งผลให้ค่าของเงินเยนแข็งค่าขึ้น การที่จะทำการผลิตสินค้าในประเทศญี่ปุ่นเองแล้วส่งขาย จะส่งผลให้ราคาสินค้าที่ผลิตในประเทศญี่ปุ่นแพงขึ้น ญี่ปุ่นจึงตัดสินใจย้ายฐานการผลิตมายังประเทศไทยเพื่อต้องการให้สามารถผลิตสินค้าในนามสินค้าญี่ปุ่นได้ราคาถูกลง แถมญี่ปุ่นยังได้สิทธิ GSP จากประเทศพัฒนาแล้ว จนกระทั่งส่งผลให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากวิกฤติเศรษฐกิจเพียงชั่วคราว จากสถานการณ์ในขณะนั้นมองดูดี แต่ถ้าพิจารณถึงความสามารถความพร้อมในระบบของการป้องกันภัยให้กับแหล่งลงทุนใหม่ของญี่ปุ่นในกลุ่มประเทศที่ลงทุนแบบหนี้สูงในกลุ่มประเทศที่ญี่ปุ่นเลือกลงทุนอย่างไทยมีจุดอ่อนในกาปกป้องระบบเศรษฐกิจที่ลงทุนแบบหนี้สูงกว่าเงินลงทุน ในการป้องกันการบ่อนทำลายด้วยการปล่อยข่าวให้นักลงทุนเก็งกำไรมาลงทุนในระยะสั้น แล้วสร้างข่าวตลอดจนสถานการณ์ ในแง่ลบ เพื่อดึงเงินลงทุนระยะสั้นออกไปจากระบบของประเทศไทยที่ลงทุนแบบหนี้สูง ซึ่งถือได้ว่าเป็นจุดยุทธศาสตร์ในด้านการค้าการลงทุนในกลุ่มประเทศที่ลงทุนในลักษณะหนี้สูงกว่าเงินลงทุน สำหรับจุด CG: Center of Gravity ในการโจมตีของกองทุนการเงินในครั้งนี้คือประเทศไทย ได้ส่ง นาย จอร์ส โซรอส แม่ทัพหน้า เพื่อเข้าโจมตีจุด CG คือค่าเงินบาทของไทยซึ่งเป็นจุด CG ที่อ่อนด้อยของ ระบบโครงสร้างทางด้านเศรษฐกิจในระบบหนี้สูงของไทย จนระบบดังกล่าว ล้มลง ความน่าเชื่อถือในด้านการลงทุนในกลุ่มประเทศ ที่ลงทุนในแบบหนี้สูงกว่าเงินลงทุนก็หมดความ น่าเชื่อถือ จนกระทั่งส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ ส่งผลให้ประเทศญี่ปุ่นซึ่งถูกบีบบังคับให้ขึ้นค่าเงิน หลงกลแล้วทำการส่งออกเงินทุนของตนออกไปลงทุนในประเทศต่างๆที่ใช้เป็นฐานในด้านการค้าการลงทุนแบบหนี้สูงของตน เมื่อไทยลดค่าเงินบาทจนเกิดปัญหาเศรษฐกิจขึ้น ญี่ปุ่นไม่มีเงินลงทุนออกไปหล่อเลี้ยงฐานในด้นการค้าการลงทุนของตน แต่กลับดึงเงินกลับไปแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศญี่ปุ่นเอง ประกอบกับกลุ่มนักลงทุนแบบเกร็งกำไรดึงเงินลงทุนระยะสั้นในกลุ่มประเทศที่ลงทุนแบบหนี้สูงออกไป หลังจากนั้นในสภาวะวิกฤติปัจัยภายนอกมีพลังอำนาจมากในการควบคุมการดำเนินนโยบายของประเทศ ประเทศที่ต้องการครอบงำก็ได้จัดส่ง IMF เข้ามาควบคุมให้ประเทศที่เพี่ยงพร้ำปฏิบัติตามนโยบายของตนแต่คนไทยรู้เท่าทัน การลดค่าเงินบาทจนส่งผลให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจนั้น ถ้ามองในอีกแง่ถือได้ว่าผู้นำประเทศไทยที่สั่งลดค่าเงินเป็นคนเก่ง เพราะสามารถดึงเอาประทศไทยให้หลุดพ้นออกจากเกมส์ที่ประเทศไทยใช้เงินทุนสำรองของชาติสู้อย่างไรก็ไม่มีทางชนะ เปรียบได้กับการเล่นไพ่เก้าเก ประเทศไทยถือไพ่น้อยกว่าเงินในหน้าตักน้อยกว่า ประเทศที่ต้องการครอบงำรู้ดี เพราะเขาสร้างสถานการณ์ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ ด้วยกลวิธีการโกง เขาจึงทราบว่าเราถือไพ่แต้มน้อยกว่า เงินในหน้าตักน้อยกว่า คืนเราคิดต่อสู้ต่อไปก็มีแต่จะหมดตูด จะลักไก่ยืมเงินประเทศอื่นๆมาเกทับ เขารู้แล้วก็มีแต่จะแพ้เขาแถมติดหนี้สิน จึงตัดสินใจเปิดไพ่เพื่อสามารถรักษาเงินหน้าตักที่มีเหลืออยู่ไว้ ประเทศที่ต้องการครอบงำก็พยายามจะเอาเงินในหน้าตักที่เหลืออยู่ให้ได้ โดยได้จัดส่งหน่วยทวงหนี้เขามาดูแลให้ปฏิบัติตามนโยบาย (IMF) การเปิดไพ่โดยไม่เก แล้วบอกว่าไทยแย่แล้ว ประเทศที่ถือหางไทย ประเทศที่ลงทุนไว้มากในไทยเสียประโยชน์ เนื่องจาก ญี่ปุ่นลงทุนในไทย 50 % ยุโรป 42 % อเมริกา 8 % ประเทศเหล่านั้นจำเป็นต้องเข้ามาช่วยเหลือไม่ให้ประเทศไทยล้มละลายจนถูกครอบงำจนผลประโยชน์ที่ตนเองลงทุนไว้ต้องเสียหายไปด้วย โดยญี่ปุ่นมองว่าไทยขาดสภาพคล่องก็ให้ไทยยืมเงินไปกระจายสภาพคล่องภายในระบบเศรษฐกิจด้วยโครงการ มิยาซาวา แก้ปัญหาขาดสภพคล่องจนกระทั่งไทยไม่อยู่ในสภาวะวิกฤติ ดังนั้นปัจจัยภายในประเทศจึงมีอำนาจในการตอรองมากขึ้น การทำให้ได้มาซึ่งชัยชนะในสงคราม ก็คือการใช้วิธีการหรือกลวิธีใดๆก็ได้ ที่สามารถเปลี่ยนแปลงแนวความคิดของผู้นำของประเทศนั้นๆ ให้ยอมกระทำตามวัตถุประสงค์ที่ฝ่ายตนต้องการ การที่จะเปลี่ยนแนวความคิดของผู้นำฝ่ายตรงข้ามได้นั้น มีหลายวิธีการ ถ้าจะให้ดีก็ จำเป็นต้องกำจัดให้สิ้นอำนาจ เพื่อไม่ให้มีอำนาจเป็น ผู้นำในการนำแนวคิดที่ขัดแย้งกับผลประโยชน์ หรือเพื่อต่อต้านกับผลประโยชน์ของฝ่ายที่ต้องการครอบงำ การที่จะควบคุมแนวความคิดของผู้นำหรือต้องการจะเปลี่ยนแปลงตัวผู้นำของฝ่าย ตรงข้ามในสภาวะที่วิกฤติสามารถกระทำด้วยการใช้หน่วยงานภายนอกในที่นี้ก็คือ IMF ซึ่งถือได้ว่าเป็นหน่วยรบที่เป็นปัจจัยภายนอกเข้ามาควบคุมให้ปฏิบัติตามความต้องการของตนซึ่งถือได้ว่ามีความเหมาะสมตามสถานการณ์ในขณะนั้น ซึ่งประเทศไทยอยู่ในสภาวะที่วิกฤติ แต่ปัจจุบันในสถานการณ์ที่ประเทศไทยไม่อยู่ในสภาวะที่วิกฤติ ปัจจัยภายในประเทศจะมีพลังอำนาจที่มากกว่าปัจจัยภายนอกประเทศ ฝ่ายคุกคามเลือกใช้องค์กรสื่อในการแทรกแซงล้มล้างผู้นำที่ขัดผลประโยชน์ ใช้เหตุการณ์ 11 กันยายา 44 ทำสงครามยึดครองอาฟกานิสถานเส้นทางสายใหมเพื่อปิดโอกาสมหาอำนาจอื่นๆเข้าไปมีอิทธิพลในตะวันออกกลางซึ่งเป็นแหล่งพลังงานสำคัญของโลก และครอบครองแหล่งพลังงานใหม่ในเอเชียกลาง เพราะใครจะก้าวเป็นมหาอำนาจของโลกต้องมีแหล่งพลังงานสนับสนุนอย่างเพียงพอ อาศัยสงครามอิรักบุกโคเวตเข้าไปตั้งฐานทัพในตะวันออกกลาง เพื่องคงอิทธิพลในแหล่งพลังงานสำรองและแก้ปัญหาเงินเฟ้อภายในประเทศตามทฤษฏีของเคนส์โดยก่อสงครามกระตุ้นเศรษฐกิจ 7.ดึงอำนาจจากประชาชนอเมริกาเพื่อได้อำนาจในกาเข้าไปใช้ข้ออ้างในการใช้กำลังทำสงครามกับผู้ก่อการ้าย วัตถุประสงค์แฝงเล้นคือความอิสระในการแทรกแซงกิจการภายในประเทศเป้าหมายได้อย่างอิสระเสรีไร้การควบคุม สมมุติว่าผมคิดนอกเรื่องในแนวทางที่ไม่ดีแล้วกัน ถ้าหากว่าผมคิดแหวกแนวออกไป โดยจับเอาเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นจริงในอดีต แล้วหาเหตุผลแวดล้อมประกอบว่าทำไมจึงเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น มีปัจจัยอะไรที่ทำให้เกิดขึ้น โดยตั้งวัตถุประสงค์หลักของตุ๊กตาตัวนี้คือ ความต้องการของอเมริกาในการผลักดันตัวเองให้กลายเป็นมหาอำนาจหนึ่งเดียวของโลก เพื่อให้มีอำนาจในการบริหารจัดการทรัพยากรของโลกเพื่อดูดซับเข้าสู่ประเทศศูนย์กลางระบบ และพยายามที่จะรักษาให้ระบบที่เอาเปรียบดังกล่าวคงอยู่ตลอดไป เพื่อก่อให้เกิดความได้เปรียบแก่กลุ่มตนเอง คนทุกชาติทุกภาษาก็คือคน จึงอาจมีการแสดงออกในด้านหน้าของสังคมโลกเป็นอีกแบบ แต่ข้างหลังนั้นการที่จะต้องต่อสู้แข่งขันเพื่อรักษาความได้เปรียบนี้ไว้ บางครั้งจะใช้เพียงความถูกต้องอย่างเดียวคงจะทำให้บรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าวที่มีความจำเป็นต้องให้ได้ตามวัตถุประสงค์นั้น บางครั้งคนก็คือคนก็อาจใช้อำนาจด้านมืดมากำหนดการกระทำได้ แต่ก็มีข้ออ้างในจิตใจว่าทำเพื่อผลประโยชน์ของชาติเพื่อสร้างมาตรฐานการดำเนินชีวิตที่ผาสุขของคนชนชาติอเมริกา (ทำเพื่อชาติเหมือนๆกับอิสลามบอกว่าทำเพื่อพระผู้เป็นเจ้า) การตั้งตุ๊กตาดังกล่าวทำให้ผมสามารถคิดได้ในอีกด้านหนึ่ง แล้วลองหาหลักฐานและเหตุการณ์ต่างๆมาเชื่อมโยง ก็จะทำให้เห็นภาพอีกด้านที่แตกต่างออกไปจากที่ทุกๆคนมอง ผมขอเสนอความคิดเห็นในอีกด้านที่อาจารย์อาจไม่ได้นึกถึง อีกอย่างผมเป็นคนไทยมีหน้าที่ที่จะต้องรักษาผลประโยชน์ของชาติ การเสนอความคิดของผมจะทำให้สามารถมองปัญหาได้รอบด้านมากขึ้น หากแนวความคิดและสิ่งที่ผมเสนอเป็นจริง เราคนไทยก็สามารถที่จะช่วยกันระดมสมองมาแก้ไขปัญหาร่วมกัน แม้จะเป็นเพียงจุดเล็กๆตรงนี้ แต่วันใดความคิดนี้ได้ยินไปถึงผู้มีอำนาจในการตัดสินใจในการแก้ไขปัญหา มันก็จะเป็นข้อมูลที่มีคุณค่าขึ้นมาทันที สมมุติว่าอเมริกาตั้ง End State ตลอดจนวัตถุประสงค์แฝงเล้นที่อเมริกาต้องการกระทำให้เกิดขึ้นมานั้น ถ้ามองแบบผ่านๆเราอาจจะมองไม่ออกหรอกว่า วัตถุประสงค์ที่แท้จริงคืออะไร ต้องดูจากสถานการณ์และสิ่งแวดล้อมในขณะนั้นและผลที่เกิดขึ้นว่าเป็นเยี่ยงไร เพื่อประกอบการพิจารณา สมมติน่ะครับว่าอเมริกาให้พวกกลุ่มวางแผนและดำเนินการฝ่ายไม่ดี เป็นผู้วางแผนในการสร้างเหตุการณ์ 11 กันยายน 2544ให้เกิดขึ้น แล้วก็โยนความผิดให้ บิลลาเด็น เพื่อดึงอำนาจจากประชาชนอเมริกา ในการประกาศสงครามกับผู้ก่อการร้าย ซึ่งขอบเขตที่อเมริกาประกาศนั้นกว้างขวางมาก นั่นก็จะส่งผลให้อเมริกาได้รับสิทธิในการเข้าไปแทรกแซงกิจการภายในประเทศต่างๆได้อย่างเสรีมากขึ้น โดยอำนาจสิทธิขาดอยู่ในมือของรัฐบาลอเมริกา การกระทำเยี่ยงนี้จะหาหลักฐานมากล่าวหาความผิดได้ยากมาก เพราะมีการเตรียมการมาดี มีแพะที่ไม่รู้ถูกสร้างขึ้นมาแบบสมรู้ร่วมคิด หรือมีส่วนรู้เห็นด้วยหรือไม่ หลักฐานที่ชาวโลกเห็นคือการก่อการร้ายที่อเมริกาถูกกระทำ สิทธิอำนาจในการตอบโต้จึงอยู่ในความชอบธรรมที่อเมริกาสามารถในการดำเนินการของรัฐบาลอเมริกา สำหรับเป้าหมายแรกซึ่งเกิดจากผลของเหตุการณ์คือการยึดครองอาฟกานิสถาน เพื่อใช้เป็นรัฐกันชนในการกำจัดโอกาสที่ประเทศมหาอำนาจอื่นๆจะใช้กำลังเพื่อยึดครอง เพื่อเป็นประตูเข้าสู่แหล่งพลังงานสำรองของโลกในอนาคต เนื่องจากการจะขึ้นเป็นมหาอำนาจของโลกได้ ซึ่งสามารถใช้อำนาจในการบริหารทรัพยากรโลกด้วยะระบบโครงสร้างในการดูดซับทรัพยากรเข้าสู่ศูนย์กลางที่สร้างขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ของอเมริกาต้องหาทางป้องกันไม่ให้มหาอำนาจอื่นๆสามารถเข้าไปมีอิทธิพลในแหล่งพลังงานสำรองดังกล่าว ต่อไปอเมริกาก็จะดำเนินการใช้อำนาจที่ตนเองลงทุนสร้างขึ้นเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ ในการเข้าไปแทรกแซงกิจการภายในประเทศเป้าหมาย ไม่ให้รวมตัวกันติดในลักษณะแยกขั้วเพื่อง่ายในการปกครอง การทำลายในลักษณะที่รุนแรงและน่ากลัวในเหตุการณ์ 11 กันยายน 2544 นี้ถ้าผู้กระทำนั้นได้วางแผนกระทำขึ้นด้วยตนเอง ก็สามารถที่จะควบคุมผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากเหตุการณ์ดังกล่าวได้ดีกว่าปล่อยให้ศัตรูเป็นผู้ลงมือกระทำ เนื่องจากผลกระทบจะรุนแรงและควบคุมได้ยากกว่ามาก เมื่อพวกกลุ่มวางแผนและดำเนินการวางหมากในเรื่องไม่ดีเสร็จเรียบร้อย คราวนี้ก็สร้างตัวเองเป็นพระเอก เป็นตำรวจโลกจับผู้ร้าย โดยให้คนอีกกลุ่ม(กลุ่มวางแผนและดำเนินการฝ่ายดี)ดำเนินการแก้ไขปัญหาวางกรอบแนวคิดที่ดูดีในการแก้ไขปัญหาไปตามครรลองที่สากลยอมรับ ดูอย่างในกรณีตลาดหุ้นถ้าคนกลุ่มเดียวกันเป็นทั้งโบ๊กเกอร์ และ เคลียร์ริ่ง ลูกค้าที่เข้ามาเล่นในตลาดหุ้นมีแต่เสียกับเสีย เหตุการณ์ฆ่าหมู่ในประเทศรวันดา UN (ในความควบคุม) ไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวในช่วงแรก ปล่อยให้เหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น ส่งผลให้ประชาคมโลกยอมมอบอำนาจให้ UN ออก Agenda for Peace ให้สิทธิ UN เข้าแทรกแซงกิจการภายในประเทศต่างๆได้โดยไม่ต้องคำนึงถึงอำนาจอธิปไตยเหมือนเก่า ถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน ถ้ามีการส่งมือที่สามเข้าไปแทรกแซงประเทศเป้าหมาย แล้ว UN (ในความควบคุม) ก็หาเหตุเข้าไปแทรกแซงกิจการประเทศเป้าหมายดังกล่าวในรูปแบบ Peace Enforcement , Peace Keeping อย่างนี้ก็ดูยากเหมือนกัน เพราะโดยรวมทำตามกติกาสากล ที่อเมริกาสามารถแสวงประโยชน์จากหลักการดังกล่าวได้ เหตุการณ์ยิว-ปาเลสไตร์ ถ้าหากอเมริกาสมคบคิดกับยิวโดยมีการร่วมมือกัน เป็นผู้จุดชนวนหาเหตุก่อนคล้ายๆกับเหตุการณ์เมื่อ 11 กันยายน 2544 ก็เป็นสิ่งที่น่ากลัว เพราะจะเป็นเครื่องมือในการกกล่าวอ้างความชอบธรรมในการเข้าไปจัดการกับศัตรูได้อย่างอิสระและชอบธรรม ทั้งๆที่ความจริงคนที่ต่อสู้เหล่านั้นเป็นเจ้าของดินแดน และทรัพยากรในพื้นที่นั้น การต่อสู้ของคนจน ประเทศยากจน อาศัยความเชื่อความศัทธาในหลักศาสนา การขาดแคลนเครื่องมือในการต่อกรกับชาติร่ำรวย จึงใช้การก่อการร้ายใช้ชีวิตเข้าแรกในลักษณะพลีชีพ เรียนแบบฝูงบินกามิกาเซ่ ของญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ละครบทนี้อเมริกาเองเล่นบทบาทคนดีเข้าไปไกล่เกลี่ยให้เลิกรบรากัน และให้ยิวเล่นบทร้ายเข้าปราบปราม แต่ผลที่ได้คือทั้งยิว และอเมริกา สามารถเข้าไปกำจัดศัตรูของตนเองได้อย่างสิ้นซาก จึงยังคงรักษาระบบที่ตนสร้างขึ้นให้ดำรงอยู่เพื่อดึงให้ประเทศต่างๆเสียเปรียบต้องยอมเป็นทาสอยู่ต่อไป การเล่นละครบทนี้มีแต่ได้กับได้ แต่ประชาคมโลกไม่ได้เนื่องจากการมีมหาอำนาจขั้วเดียวอย่างอเมริกาซึ่งได้จัดสร้างขึ้นมาหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เพื่อสร้างระบบโครงสร้างทางอำนาจในการดูดซับทรัพยากรของประเทศต่างๆในสังคมโลก ก็ยังคงอยู่ ตลอดจนจะสร้างปัญหหาทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคมให้แก่ประเทศต่างๆในสังคมโลกอยู่ต่อไป ถ้าจะให้ดีควรมีมหาอำนาจหลายขั้ว แบบไม่ผูกขาดอำนาจ เหมือนกับตลาดการค้าควรมีการแข่งขัน ไม่ใช่ผูกขาด เนื่องจาก ประเทศต่างๆต้องจ่ายทรัพยากรของตนเองแพงกว่าเหตุที่สมควรจ่าย








จากคุณ ARNO เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2546 เวลา 14:18  

ข้อคิดเห็นที่ 14

ปัจจัยภายในที่มีส่วนก่อให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจนั้นก็คือการเปิดเสรีทางด้านการเงิน BIBF ซึ่งเริ่มต้นในสมัยนายก อานันท์ และ นาย ธารินทร์ รับช่วงต่อจนกระทั่งทำทำการขยายจุดอ่อนให้แก่โครงสร้างของระบบเศรษฐกิจไทย จุดอ่อนของไทยเป็นช่องทางให้เกิดการโจมตีจุด CG ด้วยการเกร็งกำไรค่าเงินบาท จนกระทั่งเราต้องพ่ายแพ้สงครามเศรษฐกิจครั้งนั้นในที่สุด

จากคุณ ARNO เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2546 เวลา 14:31  

ข้อคิดเห็นที่ 15

เก่งในตำราแต่กลับนำพาชาติล่มจมใครเอ่ย ?

จากคุณ ARNO เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2546 เวลา 14:36  

ข้อคิดเห็นที่ 16

รัฐบาล พล.อ.ชวลิต และนาย ทนง เข้ามาบริหารที่ปลายเหตุแล้วสู้ยังไงก็แพ้ เพราะขณะสถานการณ์ต่อสู้แบบปกติ อยู่ในอำนาจธนาคารกลาง จนกระทั่งวิกฤติอำนาจจึงมาอยู่ที่รัฐบาล ซึ่งผมมองว่าเก่งสามารถแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ดี โดยทำให้ปัญหาการต่อสู้ค่าเงินบาท กลายเป็นปัญหาสาธารณในภูมิภาคไม่เจ็บคนเดียว เหล่ากวางที่คอยยืนดูต้องโข้ช่วยเช่นญีปุ่นลงทุนในภูมิภาคนี้ไว้มาก ถ้าไทยเจ้งตนเองก็อยู่ยากเช่นกัน

จากคุณ ARNO เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2546 เวลา 14:52  

ข้อคิดเห็นที่ 17

งานยุ่ง ไม่ได้มาหลายวัน
บทความของคุณ ARNO ยาวมาก ขอเวลาอ่านก่อนครับ
ตอนนี้โนคอมเมนต์

จากคุณ BacFact เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2546 เวลา 12:00  

ข้อคิดเห็นที่ 18

จับตาดูประเทศเกาะเล็กๆให้ดีนะครับเรื่องการลงทุนร่วมหลายครั้งหลายคราแล้วมีดที่อยู่ข้างหลังเนียะ

จากคุณ STORM เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2546 เวลา 00:14  

ข้อคิดเห็นที่ 19

คุณ BacFact ผมรอคำวิจารณ์บทวิเคราะห์อยู่ครับ

จากคุณ ARNO เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2546 เวลา 14:49  

ข้อคิดเห็นที่ 20

ผมรออ่านต่ออยู่ไม่เห็นมีใครมาให้ความรู้เพิ่มเติมเลยครับ

จากคุณ รน. เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2546 เวลา 06:19  

ข้อคิดเห็นที่ 21

ผมตายไปแล้ว5ชาติไม่รู้จะได้เห็นหรือเปล่า

จากคุณ บิ๊ก เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2550 เวลา 08:21  

ขอเชิญร่วมแสดงความคิดเห็น

กติกา

- กรุณาใช้วาจาที่สุภาพ ไม่ล่วงเกินสถาบัน ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์
- ห้ามอัพโหลดภาพอนาจาร และโฆษณาขายสินค้า
* หากตรวจพบข้อความที่ไม่เหมาะสม ผู้ดูแลเวบไซต์ต้องขอสงวนสิทธิ์ ที่จะไม่นำข้อมูลนั้นออกเผยแพร่
คำเตือน "ข้อคิดเห็นในบอร์ดแห่งหนึ่งเป็นความคิดเห็นส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ้างอิงใด ๆ"

จากคุณ* :
   
อีเมลล์ :
   
ข้อความ* :   
อารมณ์ :
รูปภาพ :


   
     (เฉพาะไฟล์นามสกุล GIF, JPG ขนาดไม่เกิน 100KB)



Contact Us | Site Index | Guest Book

http://www.do.rtaf.mi.th/Webboard/answer.asp?id=73&VIEW=580#
ศูนย์สารสนเทศ กรมยุทธการทหารอากาศ โทร. 0 - 2534 - 1409