
ความเป็นมาของคลองคอดกระ (คลองไทย)
เรียบเรียงโดย คุณ
นิภาพร ประเสริฐศรี
สำนักประสานงานการเมือง
สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล
แนวความคิดเกี่ยวกับการขุดคอคอดกระ
หรือคลองเชื่อมอ่าวไทยกับทะเลอันดามัน
มหาสมุทรอินเดียนั้น
ปรากฏตามหลักฐาน ดังนี้ :-
1.
สมัยกรุงศรีอยุธยา ในรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช สมัยที่กรุงสยาม (ประเทศไทยในปัจจุ
บัน) ได้เปิดประเทศติดต่อกับชาติยุโรป
2.
สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ตอนต้น สมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาสุรสีหนาถ
ทรงเป็นคนไทยคนแรกที่ได้ดำริการขุดคลองเชื่อมอ่าวไทยและทะเลอันดามัน
3.
สมัยรัชกาลที่ 1 ประมาณปี พ.ศ. 2336 สมเด็จพระราชวังบวรมหาสุรสีหนาถ ดำริเรื่องการขุดคลองเชื่อม 2 ฝั่งทะเล (มีพระราชนิพนธ์เป็นหลักฐาน)
4.
สมัยรัชกาลที่ 4 ประมาณปี พ.ศ. 2401 อังกฤษได้เสนอขอพระบรมราชานุญาต ทำการขุดคอคกระแนวระนอง-หลังสวนเป็นส่วนที่แคบที่สุด
พระองค์ทรงยินยอมแต่ขาดเงินทุน ทำให้หยุดชะงัก ต่อ มา พ.ศ.2406 อังกฤษสำรวจบริเวณคอคอดกระส่วนที่แคบที่สุดได้ แต่ติดสันเขาขุดลำบากเครื่องมือไม่มีจึงยกเลิก
ในปี พ.ศ. 2409-2411คลองกระโด่งดังไปทั่วโลก ฝรั่งเศสขอเจรจาเพื่อดำเนินการขุด หลัง
จากที่ฝรั่งเศสได้ขุดคลองสุเอซสำเร็จ
แต่รัชกาลที่ 4
ไม่อนุญาต
เนื่องจากเกรงจะเสียพระราช อาณาจักร
5.
สมัยรัชกาลที่ 5 ประมาณปี พ.ศ. 2415 นาวาเอก เอ. จีลอปตัน ร.น.
ตัวแทนรัฐบาลอังกฤษเข้ามาสำรวจเส้นทางการขุดคลองกระอีกครั้งหนึ่ง ในแนวระนอง-ชุมพร จากการสำรวจ เป็นเรื่องที่เป็น ไปได้
แต่พระองค์ไม่อนุญาตด้วยเหตุผลทางการเมืองระหว่างประเทศ
6.
สมัยรัชกาลที่ 6 ประมาณปี พ.ศ. 2460 ทรงสนพระทัยในเรื่องคลองกระ
เพราะทรงเห็นว่า อำนวประโยชน์และความเจริญมาสู่ประเทศอย่างมหาศาล แต่เนื่องจากปัญหาทางการเมืองเช่นเดียวกัน ทำให้ตัดสินพระทัยไม่ทรงอนุญาตให้มีการขุดคลองกระ
7.
นายปรีดี พนมยงค์ พ.ศ.
2478 ขณะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้รื้อฟื้นโครงการคลองกระมาพิจารณา กรณีเมื่อขุดคลองแล้ว
ประเทศไทยจะมีอำนาจอธิปไตยเหนือคลอง ไม่ควรพึ่งพาต่างชาติ ประเทศไทยต้องมีเงินทุนเพียงพอ แต่ประเทศไทยมีเงินทุนไม่เพียงพอ
โครง การคลองกระจึงต้องระงับอีกครั้ง
8.
พ.ศ. 2489 ภายหลังสงครามโลกครั้งที่
2 ไทยต้องลงนามในความตกลงสมบูรณ์แบบ
เพื่อเลิกสถานะสงครามกับอังกฤษโดยในข้อ7 ระบุห้ามไทยขุดคลองเชื่อมมหาสมุทรอินเดียกับอ่าวไทย หากมิได้รับความยินยอมจากรัฐบาลอังกฤษ ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันความสำคัญของคลองกระต่อสภา
วะทางการค้าของแหลมมลายูอย่างไรก็ตามพ.ศ.2497 ได้มีการยกเลิกความตกลงสมบูรณ์แบบ
ดัง กล่าว
9.
พ.ศ. 2503 นายเชาว์ เชาว์ขวัญยืน กับคณะในนามของบริษัท
แหลมทองพัฒนา เสนอ รัฐบาลไทยขอรื้อฟื้นโครงการคลองกระขึ้นใหม่ โดยขออนุญาตทำการศึกษากิจการคลองกระและท่าเรือ คณะ รัฐมนตรีได้แสดงความเห็นชอบในหลักการตามข้อเสนอถึง
2 ครั้ง แต่วันที่ 31 มีนาคม 2507 สภาความมั่นคงแห่งชาติได้สั่งระงับการดำเนินการตามข้อตกลง เนื่องจากเหตุผลทางด้านความมั่นคง
และเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาการแยกดินแดนทางภาคใต้
10.
พ.ศ. 2513 ด้วยความเห็นชอบจากระทรวงมหาดไทย นายเชาว์ ได้จ้างบริษัท แทมส์
(TAMS) ศึกษาความเป็นไปได้ทางเศรษฐกิจของการขุดคลองกระ ผลการศึกษา ปรากฏว่าแนวคลองที่เหมาะสมอยู่ทางใต้
คือเส้นทางระหว่างสตูล-สงขลา
11.
พ.ศ. 2516 มีการเสนอโครงการคลองกระต่อรัฐบาล
แต่มีการเปลี่ยนแปลงคณะรัฐบาลใหม่
12.
พ.ศ. 2525 กลุ่ม ส.ส. พรรคชาติไทย โดยนางยุพา อุดมศักด์ ส.ส.
พิจิตร เสนอให้มีการขุดคลองกระที่จังหวัดระนอง โดยเสนอรัฐบาล มีนายชุมพล ศิลปอาชา เป็นประธานคณะ
กรรมการทบทวนศึกษาโครงการขุดคลองกระ
แต่ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคง การพิจารณาจึงต้องชะงักไป
13.
พล.ท. หาญ ลีลานนท์ แม่ทัพภาคที่ 4 เสนอให้มีการทบทวนโครงการขุดคลองกระ
เพื่อสร้างความเจริญแก่พื้นที่ภาคใต้
และสภาผู้แทนราษฎรได้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นศึกษาโครง
การขุดคลองกระ แต่ได้มีการยุบสภา
14.
พ.ศ. 2526 สำนักงาน เอ็คเซ็คคิวทีฟ อินแทลลิเจนส์ รีวิว (EIR) และฟิวซัน เอ็นเนอร์ยี ฟาวเดชั่น
(FEF) จัดสัมมนาเรื่องคอคอดกระ
และความเป็นไปได้ ในประเทศไทย โดยได้รับ
ความสนับสนุนจากกระทรวงคมนาคม ซึ่งมีนายสมัคร สุนทรเวช เป็นรัฐมนตรี
15.
พ.ศ. 2527 สำนักงาน FEF ประเทศสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย โดยการสนับสนุนของสถานฑูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ได้ติดต่อกับกระทรวงคมนาคม เพื่อจัดสัมมนา นักธุรกิจ
นักวิชาการ องค์กรภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อระดมความคิดเกี่ยวกับการขุดคอคอดกระ และทำรายงานเสนอต่อนักลงทุนชาวอเมริกัน นายสมัคร สุนทรเวช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ การศึกษาโครงการขุดคอคอดกระดำเนินไปด้วยดี ได้เกิดปัญหาในพรรคร่วมรัฐบาล พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรี ประกาศยุบสภา
16.
พ.ศ. 2529 พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ โครงการขุดคอคอดกระจึงดำเนินการต่อไปค่อนข้างราบรื่น โดยมีประเทศญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา ขอเป็นผู้ลงทุนขุดคอคอดกระ แต่ ดร. บุญรอด บิณฑสันต์ หัวหน้ากลุ่มนักวิชาการ
ไม่เห็นด้วยและไม่ยอมให้ต่างชาติประเทศใดเป็นผู้ลงทุนในโครงการนี้ โดย
ดร. บุญรอด บิณฑสันต์ และนักวิชาการกลุ่มนี้ ได้ทำรายงานแนวความคิดในทฤษฎีใหม่
เกี่ยวกับคอคอดกระเสนอต่อรัฐบาล
โดยให้ขุดคอคอดกระเป็นโครงการที่เกิดจากความร่วมมือในระดับคาบสมุทร
โดยเฉพาะในด้านเงินทุนและเทคโนโลยี
แต่ต้องดำเนินการโดยคนไทย และประเทศเป็นหลักสำคัญ และได้เปลี่ยนชื่อจากโครงการ
คอคอดกระเป็น โครงการพัฒนาคาบสมุทรแหลมทอง แต่รัฐบาลพลเอก เปรม
ติณสูลานนท์ ไม่มีการตอบกลับ สภาผู้แทนราษฎร ได้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดใหม่ขึ้นมาทำหน้าที่สานต่อการทำงานของคณะกรรมาธิการชุดที่แล้ว โดยมีนายวัฒนา อัศวเหม ส.ส.
สมุทรปราการ เป็นประธาน
17. พ.ศ.
2530 คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ
พิจารณาคืบหน้ามาก โดยร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาล รวมทั้งนายทหารระดับสูง 3
เหล่าทัพ
ศึกษาดูงานคลองสุเอซ และคลองปานามา รวมทั้งศึกษาเทคโนโลยีการสร้างเขื่อน
และระบบการควบคุมน้ำในเขื่อนเนเธอร์แลนด์ เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ด้วย โครงการขุดคอคอดกระในยุค พลเอก
เปรม ติณสูลานนท์ ก้าวหน้าด้วยดี แต่เกิดวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจ ลดค่าเงินบาท ทำให้เกิดปัญหาเงินลงทุนเป็นอุปสรรคสำคัญ เงินลงทุนจากต่างประเทศ
ภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกตกต่ำ โยงใยเป็นขบวนการลูกโซ่ ทำให้โครงการขุดคอคอดกระหยุดชะงักไป
18.
พ.ศ. 2531 พลเอก ชาติชาย
ชุณหวัณ เป็นนายกรัฐมนตรี ได้สนับสนุนโครงการขุดคอคอดกระอย่างชัดเจน โดยเน้นนโยบายให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนในลักษณะของสัมปทาน เก็บเกี่ยวผลประโยชน์ตอบแทนจากรัฐบาล จึงมีบริษัทจากประเทศญี่ปุ่น ไต้หวัน และเยอรมันนี ขอเข้ามาลงทุน โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่น
ได้ยื่นข้อเสนอต่อรัฐบาลเป็นประเทศแรก โดยบริษัทเอกชนญี่ปุ่นชื่อ
DIALCHISOGYO ได้ทำหนังสือลงนามโดยนายทากา
คิโยชิ ประธานกรรมการเสนอต่อ
พลเอก ชาติชาย ชุณหวัณ
19.
พ.ศ. 2533 เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์
พ.ศ. 2533 เสนอว่ากลุ่มผู้มีอำนาจทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่นพร้อมสนับสนุนโครงการขุดคอคอดกระ
แต่ พล.อ.ชาติชาย ชุณหวัณ
กลับเน้นไปที่การเปิดประตูอินโดจีนมากกว่า จึงได้ความสำคัญกับโครงการ อิสเทิร์น ซีบอร์ด หรือ
โครงการพัฒนาชายฝั่งทะเลภาคตะวันออกเป็นอันดับหนึ่ง
และทุ่มเทเวลาเกือบทั้งหมดในการสนับสนุนโครงการนี้ ส่วนโครงการขุดคอคอดกระได้รับความสำคัญเป็นอันดับรอง
จึงไม่รีบเร่งในการพิจารณา
จนในที่สุดถูกยึดอำนาจโดยคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.)
20.
พ.ศ. 2535 พล.อ. สุจินดา คราประยูร เป็นนายกรัฐมนตรี
ไม่ได้ให้ความสนใจโครงการขุดคอ คอดกระ
จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ พฤษภาทมิฬ จนกระทั่ง
พล. อ. สุจินดา คราประยูร ลาออก
21.
พ.ศ.2535 มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
และนายชวน หลีกภัย หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นนายกรัฐมนตรี ต่อมาเมื่อวันที่
10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2535 มูลนิธิเพื่อการศึกษาคอคอดกระจัดตั้งโดยความร่วมมือขององค์กรเอกชนหลายแห่งประกาศตั้งขอรับการสนับสนุนจากรัฐบาลเป็นผู้ศึกษารวบ
รวมข้อมูลเกี่ยวกับโครงการคอคอดกระทั้งระบบ
แต่เนื่องจากท่าที่ของรัฐบาลที่มีพรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำยังมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรภาคใต้ของพรรคประชาธิปัตย์บางคนแสดงความเห็นทำนองคัดค้าน ด้วยเหตุผลอาจทำให้เกิดความสับสนสำหรับนักลงทุนชาวต่างประเทศระหว่างโครงการเซาท์เทิร์นซีบอร์ด
กับ โครงการขุดคอคอดกระมูลนิธิฯ จึงระงับการยื่นขอเสนอดังกล่าวต่อนายชวน หลีกภัย
นายก รัฐมนตรี อย่างกะ ทัน หัน
สำหรับนักลงทุนชาวญี่ปุ่นยังให้ความสนใจโครงการขุดคลองกระคือ บริษัทอิชิณาวาจินา
ฮาร์ต อินดัสทรี (IHI) ได้ประกาศชัดเจนว่าสนใจที่จะเข้ามาลงทุนโครงการขุดคลองกระในประเทศไทยและอยู่ระหว่างการแสวงหาพันธมิตรร่วมลงทุน
โดยไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นบริษัทเอกชนญี่ปุ่นด้วยกัน
หรือเป็นบริษัทลงทุนข้ามชาติประเทศอื่นๆ รัฐบาลไทย ผู้บริหารของบริษัทฯ
ยังแสดงท่าที่จะสนใจในเบื้องต้นจะลง ทุน ในลักษณะครบวงจร หรือในแบบครบวงจร คือ
การลงทุนทางด้านการก่อสร้างและการบริหาร
แต่หลังจากนั้นไม่ปรากฏความคืบหน้าจากบริษัทญี่ปุ่นแห่งนี้
หรือนักลงทุนต่างชาติรายอื่นๆ อีก
นอกจากนี้
มีฝ่ายคัดค้านซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักการเมือง
โดยตั้งเหตุผลด้านความมั่นคง
อ้างว่าหากขุดคอคอดกระก็เท่ากับเป็นการแบ่งแยกประเทศไทยเป็น 2 ส่วน
และอาจนำมาซึ่งการเสียเอกราชของดินแดนจังหวัดภาคใต้ที่ถูกแบ่งแยกในที่สุด
อีกทั้งยังโจมตีฝ่ายสนับสนุนว่าอาจรับเงินจากประเทศมุสลิม เจ้าแห่งสิทธิก่อการร้ายมาดำเนินการ
นักการเมืองบางคนยกเอาบทบัญญัติรัฐธรรม นูญมาอ้างในข้อที่ว่าประเทศไทยเป็นอันหนึ่งอันเดียว
ผู้ใดจะมาแบ่งแยกมิได้จนกลายเป็นเรื่องตลกขบขันอ้างแบบผิดๆ เหมือนกับไม่มีความรู้
เพราะความจริง ประเทศไทย หมายถึง
องค์รวมของประเทศทั้งหมด ไม่ใช่เฉพาะผืนแผ่นดินหรือดินแดนเท่านั้น
แต่รวมถึงอำนาจปกครองของรัฐที่มีพระมหากษัตริย์เป็นองค์พระประมุขด้วย ดังนั้น
กรณีที่จะขุดคอคอดกระหรือไม่ จึงไม่มีส่วนเกี่ยว ข้องกับบทบัญญัติรัฐธรรมนูญใดๆ
22.
พ.ศ. 2537 รัฐบาลซึ่งมี
นายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี ไม่ได้ให้ความสนใจกับโครงการขุดคอคอดกระ เนื่องจากให้ความสนับสนุน สนใจกับโครงการสร้างท่าอากาศยานสากลแห่งที่
2 (สนามบินหนองงูเห่า) ที่จังหวัดสมุทรปราการ
จนกระทั่งรัฐบาลมีปัญหาเรื่องต่างๆ
จึงประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎร
23.
พ.ศ. 2539 รัฐบาลซึ่งนายบรรหาร
ศิลปอาชา เป็นนายกรัฐมนตรี เพราะพรรคความหวังใหม่ ได้รับ เลือกตั้งเสียงข้างมาก
ไม่ได้ให้ความสนใจโครงการขุดคอคอดกระ
24.
พ.ศ. 2540 พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ เป็นนายกรัฐมนตรี
ไม่ได้ให้ความสนใจต่อโครงการขุดคอคอดกระ
เนื่องจากให้ความสนใจการสร้างท่าอากาศยานสากลแห่งใหม่ต่อเนื่องจากรัฐบาลที่ผ่านมา แต่ยังมีการมอบหมายให้นายเด่น โต๊ะมีนา ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ศึกษาความเป็นไปได้ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
(สศร.) และสภาความมั่นคงแห่งชาติ
จนกระทั่งปลายปี พ.ศ. 2540 รัฐบาลสมัยพลเอกชวลิต
ยงใจยุทธ ประสบปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ โดยมีนายทนง พิทยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
ประกาศลอยตัวค่าเงินบาท ประกาศตกอยู่ในสภาวะเศรษฐกิจหายนะ จนกระทั่งพลเอกชวลิต
ยงใจยุทธ ลาออกจากนายกรัฐมนตรี โครงการขุดคอคอดกระจึงต้องระงับไปอีกครั้ง
25.
พ.ศ. 2540 (ปลายปี)
นายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี อีกครั้งไม่ปรากฏว่ามีการพิจารณา
หรือ การศึกษาโครงการขุดคอคอดกระ เนื่องจากอยู่ในภาวะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดวิกฤตอย่างรุน
แรง
26. พ.ศ.
2544 วุฒิสภา
โดยนายคำนวณ ชโลปถัมภ์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดสิงห์บุรีได้ รื้อฟื้นโครงการ ขุด
คอคอดกระขึ้นมาพิจารณาใหม่ โดยได้รับอนุมัติจากวุฒิสภาให้จัดตั้งคณะ
กรรมาธิการวิสา มัญเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการขุดคอคอดกระเมื่อวันที่
17พฤษภาคม 2544
คณะรัฐบาล ซึ่งมี นายทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีได้แต่งตั้งคณะกรรมการแห่งชาติ
เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการขุดคลองกระเพื่อแก้ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจ และสังคมภายใต้นโยบาย
และการกำกับดูแล ของพลเอกชวลิตยงใจยุทธ รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลา
โหมด้วย
----------------------------------------
www.thai-canal.org